<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710</id><updated>2011-04-21T13:26:48.987-07:00</updated><title type='text'>Sub-Admin1 blog</title><subtitle type='html'>บล็อกแลกเปลี่ยนเรียนรู้สำหรับครูครับ</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>30</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-4991173076636138555</id><published>2009-02-17T03:07:00.000-08:00</published><updated>2009-02-17T03:14:09.077-08:00</updated><title type='text'>เตรียมสอบภาค ก การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์</title><content type='html'>การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์*&lt;br /&gt;(Results  Based  Management  -  RBM)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมธินี  จิตติชานนท์&lt;br /&gt;ผู้อำนวยการกองฝึกอบรม&lt;br /&gt;สำนักงานประกันสังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  สถานการณ์ปัจจุบันนี้ทุกท่านคงทราบดีว่าเราอยู่ในช่วงของการพัฒนาระบบราชการ  ทำไมถึงต้องมีการพัฒนา  เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลง  โลกไร้พรมแดนที่เรียกว่า  โลกาภิวัตน์  การติดต่อสื่อสารไปมาได้รวดเร็ว  ใครทำอะไรที่ไหนเราก็รู้ได้โดยรวดเร็ว  หากเป็นเรื่องที่ดีเราก็จะเลียนแบบและทำตาม เพราะฉะนั้น  ตัวแรกที่ก่อให้เกิดการพัฒนาระบบราชการไทยคือ  โลกาภิวัตน์  ตั้งแต่ปี  2540  ช่วงที่เกิดเศรษฐกิจวิกฤตทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนดูว่า  ราชการไทยจะยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบเดิมได้หรือไม่  ในช่วงนี้เมื่อเกิดสถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาเราขยับตัวไม่ทันทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจอย่างรุนแรง นี้คือ  ปัจจัยตัวที่  2  ส่วนปัจจัยที่  3  เราจะเห็นได้ชัดเจนและเชื่อว่า  กลุ่มพวกท่านจะสัมผัสอย่างชัดเจนที่สุดก็คือ  ความต้องการมีส่วนร่วมของประชาชน  ปัจจัยที่  4  ความเข้มแข็งของภาคเอกชน  ภาคเอกชนมีความเข้มแข็งกว่าภาคราชการมากเพราะเป็นผลจากโลกาภิวัตน์  การเรียนรู้ประสบการณ์ของต่างประเทศก็ไปได้เร็ว  เพราะเราได้รับทราบข่าวสารจาก  CNN  ปัจจัยสุดท้ายคือ  รัฐธรรมนูญใหม่ค่อนข้างชัดเจนว่า  ภาครัฐต้องรู้จักการบริการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน  เหล่านี้คือที่มาของการพัฒนาระบบราชการไทย&lt;br /&gt;การพัฒนาระบบราชการไทย&lt;br /&gt;  การพัฒนาระบบราชการไทยเว้นไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึง  พระราชบัญญัติระเบียบบริหาร&lt;br /&gt;ราชการแผ่นดิน(ฉบับที่  5)  พ.ศ.2545  ว่าด้วยเรื่องของมาตรา  3/1&lt;br /&gt;  มาตรา  3/1  ค่อนข้างกำหนดเป้าหมายในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการไปโดยคำนึงถึง    ประโยชน์สุขของประชาชน      จะต้องดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อ&lt;br /&gt;ภารกิจของรัฐ  ภารกิจใด ๆของรัฐก็ตามจะต้องทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ให้จงได้ รวมทั้งการใช้ทรัพยากรต่าง ๆจะต้องคำนึงถึงความมีประสิทธิภาพ  ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ  ส่วนที่สำคัญต่อไปคือ  ขั้นตอนในการทำงานทั้งหลายทำอย่างไรจะลดลงให้ได้  ปี  2550  ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อของแผนพัฒนาระบบราชการไทย  เขาบอกว่า  ในกระบวนการทั้งหลายที่แต่ละหน่วยราชการมีนั้นจะต้องปรับลดขั้นตอนการปฏิบัติงานให้ได้ครึ่งหนึ่ง      สมมุติว่าเรามีอยู่  20  กระบวนการ  ภายในปี  2550  จะต้องลดให้ได้  10  กระบวนการ     นี้คือ&lt;br /&gt;เป้าหมายการลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็นก็อาจจะเกิดขึ้นได้ และในวันพรุ่งนี้จะมีการแถลงผลการพัฒนาระบบราชการไทยครบ  2  ปี  ที่หอประชุมกองทัพเรือ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;*ถอดเทปการบรรยายและเอกสารประกอบการบรรยายจากหลักสูตรนายอำเภอรุ่นที่  56  เมื่อวันที่  1  ตุลาคม  2547&lt;br /&gt;เวลา  13.00  -  16.00  น.  ณ  โรงเรียนนายอำเภอ   วิทยาลัยการปกครอง  กรมการปกครอง  กระทรวงมหาดไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;               นอกจากนี้ยังจะต้องมองการกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น  ตรงนี้มีเป้าหมายอยู่แล้วว่าเราจะกระจายงบประมาณให้ท้องถิ่น  เพราะยังทำได้ไม่เต็มที่  การกระจายอำนาจการตัดสินใจจะเห็นว่า  ผู้ว่า  CEO  จะได้รับมอบอำนาจมากขึ้นจากระดับกรม ฯ  จากส่วนกลาง  เรื่องต่อมาคือ  การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน  และสุดท้ายคือ  มีความรับผิดชอบต่อผลของงาน  และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย&lt;br /&gt;  เมื่อมีพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินแล้ว สำนักงาน  ก.พ.ร.  ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทยไว้  7  ยุทธศาสตร์ดังนี้คือ&lt;br /&gt;การปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงาน&lt;br /&gt;การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน&lt;br /&gt;การปรับรื้อระบบการเงินและการงบประมาณ&lt;br /&gt;การสร้างระบบบริหารบุคคลและค่าตอบแทนใหม่&lt;br /&gt;การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์  วัฒนธรรม  และค่านิยม&lt;br /&gt;การเสริมสร้างราชการให้ทันสมัย&lt;br /&gt;การเปิดระบบราชการ  ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม&lt;br /&gt;การปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงาน&lt;br /&gt;  เป็นการวางเงื่อนไขให้ส่วนราชการต่าง ๆนำระบบการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง  โดยให้มีการทำยุทธศาสตร์และแผนดำเนินงานอย่างเป็นระบบ  มีความสอดคล้องและเชื่อมโยงกับนโยบายและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล  โดยให้มีการกำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและสามารถวัดผลได้ในทุกระดับ  ตั้งแต่ระดับองค์การ(Organization  Scorecard)  ลงไปจนถึงระดับตัวบุคคล  (Individual  Scorecard)  รวมถึงให้แต่ละส่วนราชการจัดให้มีการรายงานผลสัมฤทธิ์รายปี  เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ  เพราะฉะนั้นต่อไป  เขาจะมี  KPI  (Key  Performance  Indicator)  ตัวชี้วัด  ระดับบุคคล  ก่อนจะข้ามไปถึงเรื่อง  RBM  ขอพูดถึงกรอบของกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงมี  ขั้นตอนของการทำงานในปัจจุบันอยู่  3  ขั้นตอนดังนี้คือ&lt;br /&gt;  ขั้นที่  1  การละลาย  Unfreezing  &lt;br /&gt;แจ้งการเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;จงใจพนักงานให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;ละลายพฤติกรรม  ค่านิยม  และทัศนคติ&lt;br /&gt;ขั้นที่  2  การเปลี่ยนแปลง  (Moving)&lt;br /&gt;ปฏิบัติตามการเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;แนะนำความรู้ใหม่  รูปแบบพฤติกรรมใหม่  ค่านิยมและความเชื่อถือใหม่&lt;br /&gt;ละลายพฤติกรรม  ค่านิยม  และทัศนคติ&lt;br /&gt;ขั้นที่  3  การก่อรูปใหม่  Refreezing&lt;br /&gt;เสริมและสนับสนุนรูปแบบใหม่&lt;br /&gt;ทำให้การเปลี่ยนแปลงมั่นคงและจัดให้มีขั้นในองค์การ&lt;br /&gt;ละลายพฤติกรรม  ค่านิยม  และทัศนคติ&lt;br /&gt;ทั้ง  3  ขั้นตอนนี้จะนำไปสู่การทำงานในอนาคต(Future  performance)&lt;br /&gt;  เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในการทำงานแล้วเรายอมรับกันหรือเปล่า  หากยอมรับบางส่วนก็จะมีการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่ว่าจะอยู่ไหนก็ตาม  สาเหตุการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนักวิชาการได้รวบรวมและสรุปไว้ดังนี้  คือ&lt;br /&gt;การเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ผลประโยชน์ส่วนตัวขาดหายไปที่เคยได้มากอาจจะลดลง  บางเรื่องได้มากขึ้นแต่ก็ต่อต้านได้&lt;br /&gt;การขาดความเข้าใจและความเชื่อถือ  ไม่เข้าใจว่าหลังจากการเปลี่ยนแปลงแล้วทำอะไรดีขึ้น&lt;br /&gt;ความไม่แน่นอน  การเปลี่ยนแปลงในช่วงของการละลายไปสู่การเปลี่ยน  เพราะอาจไม่แน่นอนเหมือนกัน  ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเปลี่ยนแล้วมันจะเป็นอย่างไร  ยึดตามแนวนี้ได้ไหมหรือจะต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่อีก&lt;br /&gt;การรับรู้ที่แตกต่างกัน&lt;br /&gt; ทั้ง  4  สาเหตุของการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่วิธีการที่จะจัดการกับการบริหารการเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;การให้การศึกษาและการติดต่อสื่อสาร&lt;br /&gt;การมีส่วนร่วม  ลดแรงต่อต้านได้&lt;br /&gt;การอำนวยความสะดวกและการสนับสนุน  ให้กับผู้ที่ต่อต้านนั้น เช่น เขาไม่พอใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมาก็ต้องใช้วิธีจับเข่าคุยกัน  เป็นการอำนวยความสะดวกให้ไม่ได้ปฏิเสธเขา&lt;br /&gt;การเจรจาต่อรอง  หลักของการเจรจาต่อรองพยายามให้ฝ่ายตรงข้ามเปิดเผยจุดยืนของเขาก่อนเพื่อนำไปปรับใช้&lt;br /&gt;การแทรกแซง  ส่งใครก็ได้เข้าไปเจรจาต่อรอง&lt;br /&gt;การบังคับ  การทำงานโดยวิธีการบังคับนั้นสำเร็จแต่ไม่ได้ใจเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวคิด  หลักการ  และรูปแบบของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์&lt;br /&gt; การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์  &lt;br /&gt;  เป็นเทคนิควิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่ที่นำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และวิธีการบริหารงานภาครัฐไปจากเดิมที่ให้ความสำคัญต่อทรัพยากรหรือปัจจัยนำเข้า  (input)  และอาศัยกฏระเบียบ  เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดความถูกต้อง  สุจริตและเป็นธรรม  โดยหันมาเน้นถึงวัตถุประสงค์และสัมฤทธิ์ผลของการดำเนินงานทั้งในแง่ของผลผลิต(Output)  และผลลัพธ์ (Outcome)  และความคุ้มค่าของเงิน (Value  for  money)  รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพและสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชน  ผู้รับบริการ&lt;br /&gt; การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์  (Results  Based  Management  -  RBM)&lt;br /&gt;แยกออกเป็น  ผลสัมฤทธิ์    =      ผลผลิต    +     ผลลัพธ์&lt;br /&gt;             (RESULTS)         (OUTPUTS)       (OUTCOMES)&lt;br /&gt;การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์คืออะไร&lt;br /&gt;  คือ  วิธีการบริหารจัดการที่เป็นระบบมุ่งเน้นที่ผลสัมฤทธิ์หรือผลการปฏิบัติงานเป็นหลัก  โดยมีการวัดผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้&lt;br /&gt;ที่มาของการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์&lt;br /&gt;  มาจากแนวคิดของการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public  Management : NPM )  (3  E)  ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อ &lt;br /&gt;ความประหยัด (Economy) การใช้ต้นทุนหรือทรัพยากรการผลิตอย่างเหมาะสม  และมีความคุ้มค่าที่สุด&lt;br /&gt;ประสิทธิภาพ  (Efficiency)  ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ได้ผลงานในระดับที่สูงกว่าปัจจัยนำเข้า&lt;br /&gt;ประสิทธิผล  (Effectiveness)  ประสิทธิผลการปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กรอบแนวคิดเรื่อง   การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์&lt;br /&gt;    ผลสัมฤทธิ์    &lt;br /&gt;     &lt;br /&gt;    ความประหยัด    ประสิทธิภาพ       ประสิทธิผล&lt;br /&gt;              และการบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์นั้นต้องใช้หลักการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีด้วย  (ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ.2542)  โดยมีหลักปฏิบัติ  6  ประการ แต่การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์นั้นนำมาใช้เพียง  4  หลักปฏิบัติตั้งแต่ข้อ  3  ถึง  ข้อ  6 &lt;br /&gt;1.หลักนิติธรรม  (Rule  of  Law)  หมายถึง  การตรากฎหมายที่ถูกต้องเป็นธรรม  การบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย  การกำหนดกฎ  กติกาและการปฏิบัติตามกฎ  กติกาที่ตกลงกันไว้อย่างเคร่งครัดโดยคำนึงสิทธิ  เสรีภาพ  ความยุติธรรมของสมาชิก&lt;br /&gt; 2.  หลักคุณธรรม  (Ethics)  หมายถึง  การยึดมั่นในความถูกต้องดีงาม  การส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาตนเองไปพร้อม ๆกัน  เพื่อให้คนไทยมีความซื่อสัตย์  จริงใจ  ขยัน  อดทน  มีระเบียบวินัย  ประกอบอาชีพสุจริตจนเป็นนิสัยประจำชาติ&lt;br /&gt;3.   หลักความโปร่งใส  (Transparency)  หมายถึง  การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันของคนในชาติโดยปรับปรุงกลไกการทำงานขององค์กรทุกวงการให้มีความโปร่งใส&lt;br /&gt;4.  หลักการมีส่วนร่วม (Participation)  หมายถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมรับรู้และเสนอความเห็นในการตัดสินใจปัญหาของประเทศ  ไม่ว่าด้วยการแจ้งความเห็น  การไต่สวนสาธารณะการประชาพิจารณ์  การแสดงประชามติหรืออื่น ๆ&lt;br /&gt;5.  หลักความรับผิดชอบ  (Accountability)  หมายถึง  การตระหนักในสิทธิหน้าที่ความสำนึกในหน้าที่รับผิดชอบ  ตลอดจนการเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง  และความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากการกระทำของตน เช่น  รับผิดชอบต่อลูกค้า  ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยอมรับต่อผลการดำเนินการ&lt;br /&gt;6.  หลักความคุ้มค่า  (Utility)  หมายถึงการบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวม  โดยรณรงค์ให้คนไทยมีความประหยัด  ใช้อย่างคุ้มค่าสร้างสรรค์สินค้า  และบริการที่มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก  และรักษาพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน RBM  :  Results  เกี่ยวข้องกับทุกกระบวนการของการบริหาร  ได้แก่&lt;br /&gt;  Plan  ต้องกำหนดวัตถุประสงค์/เป้าหมายชัดเจน (ต้องการผลสัมฤทธิ์อะไร)&lt;br /&gt;  Do   ปฏิบัติมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่วางแผนไว้&lt;br /&gt;  Check  วัดว่าปฏิบัติได้ผลสัมฤทธิ์ตามที่วางแผนหรือไม่ (KPI ชัดเจน)&lt;br /&gt;  Act  ปรับปรุงแก้ไขให้ได้ผลสัมฤทธิ์ตามที่วางแผนไว้&lt;br /&gt; การติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน  (Performance  Monitoring)&lt;br /&gt;  เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งเพราะเรื่องนี้&lt;br /&gt;เป็นกระบวนการวัดผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง&lt;br /&gt;เป็นการกำกับ  ตรวจสอบการใช้ทรัพยากรในการปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโครงการของรัฐได้&lt;br /&gt;ประโยชน์ของการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;กระตุ้นให้เกิดการสื่อสารระหว่างกัน&lt;br /&gt;ปรับปรุงการกำหนดนโยบาย&lt;br /&gt;สามารถแสดงภาพรวมของสถานภาพ&lt;br /&gt;สนับสนุนการวิเคราะห์แนวโน้มผลการปฏิบัติงาน         &lt;br /&gt; การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์  เกี่ยวข้องกับการกำหนด&lt;br /&gt;วิสัยทัศน์&lt;br /&gt;พันธกิจหรือภารกิจ&lt;br /&gt;ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ&lt;br /&gt;ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก&lt;br /&gt;วิสัยทัศน์  (Vision) &lt;br /&gt; คือ  ภาพที่องค์การต้องการจะเป็นหรือเป็นเป้าประสงค์โดยรวมที่องค์การต้องการ  ณ  เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต&lt;br /&gt;พันธกิจ  (Mission)&lt;br /&gt;เป็นหลักการพื้นฐานจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งองค์การและขอบข่ายการดำเนินงานขององค์กร&lt;br /&gt;ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ  (Critical  Success  Factor)&lt;br /&gt; “สิ่งที่เราต้องการทำให้มีหรือให้เกิดขึ้นเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ขององค์กรคืออะไร”&lt;br /&gt; ถ้าหากว่า เรากำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กรไว้แล้ว  การที่เราจะบรรลุวิสัยทัศน์นั้นเราต้องทำอะไรบ้างหรือมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง  องค์กรจึงจะบรรลุวิสัยทัศน์   ฉะนั้นจึงต้องมีเกณฑ์การกำหนดปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ  ดังนี้&lt;br /&gt;เกี่ยวข้องกับผลสัมฤทธิ์โดยมุ่งความสำคัญที่ผลผลิตและผลลัพธ์&lt;br /&gt;เชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์  พันธกิจ  และวัตถุประสงค์ขององค์กร&lt;br /&gt;มีความเฉพาะเจาะจงและสามารถเข้าใจได้&lt;br /&gt;เป็นที่ยอมรับจากระดับผู้บริหาร&lt;br /&gt;อยู่ภายใต้อิทธิพลการควบคุมขององค์กร    &lt;br /&gt;ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก  (Key  Performance  Indicator)&lt;br /&gt; “เราจะวัดความก้าวหน้าของการบรรลุปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จได้อย่างไร”&lt;br /&gt;  ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก  คือสิ่งที่สะท้อนว่า  เราจะวัดอะไร  อะไรที่แสดงถึงความก้าวหน้าของเรา  ในการกำหนดตัวชี้วัดมีข้อที่จะต้องคำนึงถึงเช่นกันว่า  เวลากำหนดขึ้นมานั้นจะต้องรับได้ไหม  วัดได้จริง ๆไหมแล้วจะต้องทำได้  และบรรลุได้  ทำความเข้าใจได้  ตรวจสอบได้  วัดได้ภายในเวลาที่กำหนด  หากจะจำง่าย ๆนั้นก็คือ  SMART    เป็นการกำหนดตัวชี้วัด&lt;br /&gt;เกณฑ์การกำหนดตัวชี้วัด&lt;br /&gt;สามารถวัดผลการปฏิบัติงานได้จริง&lt;br /&gt;สามารถบรรลุได้  มีความสมเหตุสมผลที่จะใช้เป็นตัวชี้วัด  ไม่วัดในสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากความสามารถของส่วนราชการ&lt;br /&gt;สามารถสื่อสารทำความเข้าใจได้ตรงกัน  มีความเฉพาะเจาะจง&lt;br /&gt;สามารถตรวจสอบได้&lt;br /&gt;สามารถวัดผลได้อย่างเท่าเทียมกัน  ผลงานเหมือนกันควรใช้ตัวชี้วัดเดียวกัน&lt;br /&gt;สามารถวัดผลการปฏิบัติงานภายในเวลาที่กำหนด&lt;br /&gt;ความหมายของคำว่า  Smart  มีดังนี้&lt;br /&gt;  S  pecific  -  เฉพาะเจาะจง  ชัดเจน&lt;br /&gt;  M  easurable -  สามารถวัดได้&lt;br /&gt;  A  chievable  -  สามารถบรรลุได้&lt;br /&gt;  R  ealistic  -  สอดคล้องกับความเป็นจริง&lt;br /&gt;  T  imely  -  วัดได้เหมาะสมตามช่วงเวลาที่กำหนด&lt;br /&gt;  การกำหนดตัวชี้วัดต้องกำหนดอย่าง  SMART  พอเป็นตัวชี้วัดแล้วก็ต้องมาดูการแสดงค่าให้ชัดเจน ดังนั้น  ตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่ดีจะต้องแสดงค่าที่แสดงออกมาเป็นตัวเลขอันใดอันหนึ่ง เช่น  เป็นร้อยละ  (Percentage)  อัตราส่วน  (Ratio)    ค่าเฉลี่ย  (Average  or  Mean)  จำนวน  ( Number) อัตรา  &lt;br /&gt;(Rate)   และสัดส่วน  (Proportion) &lt;br /&gt;บทเรียนจากประสบการณ์ &lt;br /&gt;  ตัวอย่างการทำงานเรื่องการบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ของสำนักงานประกันสังคมพอสรุปได้ดังนี้&lt;br /&gt;ประโยชน์ของ  RBM  ที่ผู้บริหารนำมาใช้ในราชการ  มีดังนี้&lt;br /&gt;เป็นเครื่องมือในการติดตามงาน&lt;br /&gt;เป็นเครื่องมือในการจัดสรรทรัพยากร&lt;br /&gt;ผู้บริหารระดับสูงจะทราบว่าองค์กรอยู่  ณ  ตำแหน่งใด&lt;br /&gt;สนับสนุนให้องค์กรมีวิสัยทัศน์&lt;br /&gt;ข้อเสนอแนะในการนำระบบนี้มาใช้&lt;br /&gt;บุคลากรมีความเข้าใจ&lt;br /&gt;ลดความยุ่งยากในการเก็บข้อมูลการประมวลผล&lt;br /&gt;กำหนดตัวชี้วัดที่สำคัญ&lt;br /&gt;ผู้บริหารเห็นความสำคัญนำไปใช้ประโยชน์&lt;br /&gt;มีทีมงานที่มีความสามารถ&lt;br /&gt;ปัญหาและแนวทางแก้ไข&lt;br /&gt; ปัญหาที่พบ&lt;br /&gt;ความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่&lt;br /&gt;ปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น  (เก็บข้อมูลทุกวัน)&lt;br /&gt;การวิเคราะห์ผลการปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แนวทางแก้ไข&lt;br /&gt;จัดอบรมสัมมนาปีละ  2  ครั้ง&lt;br /&gt;ทำเอกสารคู่มือ  VDO  ออกติดตามงาน&lt;br /&gt;ตั้งทีมงาน  กระจายงาน  เฉพาะงานที่จำเป็น&lt;br /&gt;ประชุมวิเคราะห์ผลร่วมกัน&lt;br /&gt;มีประโยคที่น่าสนใจอยู่  3  ประโยคฝากไว้สำหรับผู้ที่จะก้าวเป็นนักบริหารในอนาคตต่อไป&lt;br /&gt; 1.  If  you  can’ t  measure,  you  can’ t  manage   วัดไม่ได้  บริหารไม่ได้&lt;br /&gt;2.  If  you  can’ t  measure,  you  can’ t   improve  วัดไม่ได้  พัฒนาไม่ได้&lt;br /&gt;3.  What  gets  measured,  gets  done  สิ่งไหนที่วัด  สิ่งนั้นคนจะสนใจ&lt;br /&gt;ตอนท้ายของเรื่อง  การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์นั้นจะสำเร็จได้ต้อง  มีพื้นฐานของการสื่อสารที่ดี  การมีส่วนร่วม  และการมีความมุ่งมั่นต่อความสำเร็จของบุคลากร โดยมีขั้นตอนดังนี้&lt;br /&gt;การเตรียมการพัฒนาระบบ  RBM  &lt;br /&gt;การพัฒนาระบบ  RBM&lt;br /&gt;การติดตามและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง &lt;br /&gt;ทั้ง  3  ข้อ  เมื่อดำเนินการเสร็จแล้วจะเป็นการสร้างวัฒนธรรมการบริหารผลการปฏิบัติงานได้ต่อไป&lt;br /&gt;เป้าหมายในการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมข้าราชการใหม่มี  ดังนี้&lt;br /&gt;  ภาษาอังกฤษใช้คำว่า  I  AM  READY  ย่อมาจาก&lt;br /&gt;  *    I   (Intergrity)    การทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี&lt;br /&gt;  *    A   (Activeness)     ขยัน  ตั้งใจทำงาน&lt;br /&gt;  *    M  (Moral)    มีศีลธรรม&lt;br /&gt;  *    R   (Relevancy)  มีการเรียนรู้และปรับตัวให้ทันกับปัญหา&lt;br /&gt;  *    E   (Efficiency)   การทำงานที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;  *    A   (Accountability)   การมีความรับผิดชอบต่อผลงาน&lt;br /&gt;  *    D   (Democracy)    มีใจและการกระทำที่เป็นประชาธิปไตย&lt;br /&gt;  *    Y   (Yield)    มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และปฏิบัติงานโดยเน้นผลสัมฤทธิ์ &lt;br /&gt;  จากการบรรยายดังกล่าวนั้นหวังว่าทุกท่านจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และนำไปปฏิบัติให้เกิดความคล่องตัวขึ้นได้ในอนาคตและเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับประสบการณ์การเรียนรู้เรื่อง  การบริหารงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์  ขอขอบคุณ&lt;br /&gt;*************************&lt;br /&gt;  ถอดเทปการบรรยาย/รวบรวม/พิมพ์โดย&lt;br /&gt;  นางพรรณธิภา  ธนสันติ  นพบ.  6&lt;br /&gt;  วิทยาลัยการปกครอง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-4991173076636138555?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/4991173076636138555/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=4991173076636138555' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/4991173076636138555'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/4991173076636138555'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2009/02/blog-post_17.html' title='เตรียมสอบภาค ก การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-9033798095652406607</id><published>2009-02-16T04:24:00.001-08:00</published><updated>2009-02-16T04:37:23.509-08:00</updated><title type='text'>การพัฒนาระบบราชการไทย พ.ศ.2551-2555</title><content type='html'>ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย&lt;br /&gt;วิสัยทัศน์ใหม่ของการพัฒนาระบบราชการ&lt;br /&gt;คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ของการพัฒนาระบบราชการ ในช่วงระยะปี พ.ศ. 2551 -พ.ศ.2555 ไว้ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;  “ ระบบราชการไทย มุ่งเน้นประโยชน์สุข ของประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ มีขีดสมรรถนะสูง สามารถเรียนรู้ ปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ยึดมั่นในหลักจริยธรรมและธรรมาภิบาล”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบบราชการไทยเป็นกลไกของรัฐที่มีความสำคัญอย่างสูงต่อการบริหารกิจการบ้านเมืองภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเฉพาะการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล การอำนวยความสะดวกและให้บริการประชาชน รวมถึงการดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย อันมีจุดหมายปลายทางเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติระบบราชการไทยที่พึงประสงค์จะต้องให้คุณค่าความสำคัญและยึดมั่นในปรัชญา หลักการ และแนวทางดังต่อไปนี้ระบบราชการไทยมุ่งเน้นประโยชน์สุของประชาชนและรักษาผลประโยชน์องประเศชาติมีขีดรรถนะส􀂎 ต้องให้ประชาชนเป็น “ศูนย์กลาง” ในการทำงานโดยต้องรับฟังความคิดเห็น ตอบสนองความต้องการและอำนวยประโยชน์ ลดขั้นตอนและภาระในการติดต่อของประชาชน มีระบบการแก้ไขปัญหาและรับเรื่องราวร้องทุกข์ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตลอดจนเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามมีปัญหาและความเดือดร้อน&lt;br /&gt;􀂎 ปรับเปลี่ยนบทบาทของระบบราชการให้เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก ไม่เป็นผู้ดำเนินการเสียเองหรือคงมีอำนาจมากจนเกินไป รวมทั้งต้องมีขนาดกำลังคนและใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ไม่พยายามเข้าแทรกแซงและขยายตัวเกินไปจนเป็นภาระของประเทศหรือมีผลกระทบต่อภาคส่วนอื่นและสิทธิเสรีภาพของประชาชน&lt;br /&gt;􀂎 ประสานการทำงานกับผู้บริหารราชการแผ่นดินฝ่ายการเมืองเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศสามารถให้ความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอย่างมีเหตุผล ตั้งมั่นในความถูกต้อง เป็นกลาง ปราศจากอคติ และอยู่บนพื้นฐานของหลักจรรยาบรรณวิชาชีพนอกจากนี้ยังควรต้องให้การยอมรับและไม่เข้าไปแทรกแซงบทบาทและอำนาจหน้าที่ซึ่งกันและกันมีความพร้อมและทัศนคติในการทำงานเป็นทีมสามารถสร้างเครือข่ายร่วมมือกับภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคมรวมทั้งยังต้องสามารถบูรณาการและเชื่อมโยงการทำงานภายในระบบราชการเองในทุกระดับเข้าด้วยกัน&lt;br /&gt;􀂎 มีขีดความสามารถในการรับรู้ เรียนรู้ มองไปข้างหน้าและคาดการณ์ล่วงหน้า มีความยืดหยุ่นคล่องตัวรวดเร็ว สามารถคิดริเริ่มและสร้างนวัตกรรม (agility)รวมถึงการบริหารการเปลี่ยนแปลงเพื่อขับเคลื่อนและปรับตัวได้อย่างราบรื่นเหมาะสม ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อม&lt;br /&gt;􀂎 สร้างระบบธรรมาภิบาลในการกำกับดูแลตนเองที่ดีเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเชื่อมั่นศรัทธา เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ลดการใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจ รวมทั้งต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นแบบอย่างของการประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่เป็นผู้สร้างปัญหาหรือภาระแก่สังคมเสียเอง&lt;br /&gt;􀂎 มีความเป็นเลิศในการปฏิบัติงานและสร้างคุณค่าต่อสังคม ในการทำงานและการตัดสินใจต้องอาศัยข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง แน่นอน และทันกาล โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำงานรวมทั้งต้องมีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบวัดผลสัมฤทธิ์ได้&lt;br /&gt;􀂎 แสวงหา พัฒนาและธำรงรักษาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถค่านิยมและกระบวนทัศน์อัน&lt;br /&gt;เหมาะสมและเอื้อต่อการบริหารงานภาครัฐแนวใหม่ตลอดจนทำ ให้บุคลากรในระบบราชการตั้งมั่นอยู่ใน&lt;br /&gt;ศักดิ์ศรีและจรรยา สามารถแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนจากหน้าที่ทางการงาน ไม่แสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่นในทางมิชอบ&lt;br /&gt;ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ&lt;br /&gt;ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทยในช่วงระยะปี พ.ศ. 2551 - พ.ศ. 2555&lt;br /&gt;สามารถแยกออกได้เป็น 4 ประการ ดังนี้&lt;br /&gt;1. ยกระดับการให้บริการและการทำงาน เพื่อตอบสนองความคาดหวังและความต้องการ&lt;br /&gt;ของประชาชนที่มีความสลับซับซ้อน หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;2. ปรับรูปแบบการทำงานให้มีลักษณะเชิงบูรณาการ เกิดการแสวงหาความร่วมมือและสร้าง&lt;br /&gt;เครือข่ายกับฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม&lt;br /&gt;3. มุ่งสู่การเป็นองค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง บุคลากรมีความพร้อมและความสามารถ ในการ&lt;br /&gt;เรียนรู้ คิดริเริ่ม เปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ต่าง ๆ&lt;br /&gt;4. สร้างระบบการกำกับดูแลตนเองที่ดี เกิดความโปร่งใส มั่นใจ และสามารถตรวจสอบได้&lt;br /&gt;รวมทั้งทำให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อประชาชนและต่อสังคมโดยรวม&lt;br /&gt;การนำยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทยไปสู่การปฏิบัติ&lt;br /&gt;ระบบราชการไทยมีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีความซับซ้อนค่อนข้างมาก การนำยุทธศาสตร์&lt;br /&gt;ไปปฏิบัติแบบก้าวเดินไปพร้อมกันทั้งระบบอาจไม่เห็นผลการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดใน&lt;br /&gt;ระยะเวลาสั้นๆ ได้ แม้ว่าจะได้มีการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ครั้งใหญ่ไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2545&lt;br /&gt;แต่ก็พบว่าการจัดระเบียบโครงสร้างการบริหารราชการของฝ่ายพลเรือนก็ยังคงติดยึดกับแนวความคิด&lt;br /&gt;ที่ต้องการให้ระบบราชการมีความเป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้สามารถยึดโยงเปรียบเทียบกันได้ หรือต้องมี&lt;br /&gt;ลักษณะเป็นระเบียบแบบแผนที่เหมือนกัน ไม่ได้แยกแยะและออกแบบให้มีความแตกต่างกัน ทั้งใน&lt;br /&gt;แง่ของมิติลักษณะธรรมชาติงาน เช่น งานประเภทนโยบาย งานประเภทกำกับควบคุม งานประเภท&lt;br /&gt;บริการ งานขับเคลื่อนนโยบายพิเศษของรัฐบาล หรือในแง่ของมิติกลุ่มผู้รับบริการ เช่น ธุรกิจเอกชน&lt;br /&gt;ผู้มีรายได้จากการทำงานประจำ ประชาชนผู้ยากจนและด้อยโอกาส เป็นต้น ทำให้เกิดข้อจำกัดในการ&lt;br /&gt;ปฏิบัติงานที่ต้องตอบสนองความหลากหลายดังกล่าว&lt;br /&gt;กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีความจำเป็นต้องเปิดให้มีการสร้างระบบย่อย (Sub-systems) ในระบบ&lt;br /&gt;ราชการ โดยเฉพาะการศึกษาเชิงลึกเพื่อให้เห็นสภาพปัญหาอุปสรรคและวางแนวทางการจัดระบบ&lt;br /&gt;เพื่อปรับปรุงการทำงานของแต่ละระบบย่อยให้มีความเหมาะสม ซึ่งอาจมีรูปแบบและลักษณะการ&lt;br /&gt;บริหารงานเป็นการเฉพาะของตนเอง ทั้งในแง่ของโครงสร้างองค์การ ระบบงาน กฎระเบียบ การ&lt;br /&gt;บริหารงานบุคคลและการงบประมาณ รวมถึงการวัดผลการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้มีความยืดหยุ่น&lt;br /&gt;คล่องตัวทางการบริหาร เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม สามารถคิดริเริ่มและตอบสนองต่อความท้าทาย&lt;br /&gt;ในด้านต่างๆ อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์&lt;br /&gt;การพัฒนาระบบราชการในก้าวต่อไปนั้น จึงจำเป็นต้องยอมรับความแตกต่างหลากหลายไม่&lt;br /&gt;พยายามดึงให้เข้ามาอยู่ในระเบียบแบบแผนเดียวกันทั้งหมด รวมทั้งจะต้องไม่ตั้งสมมติฐานว่า&lt;br /&gt;หน่วยงานราชการจะต้องเป็นผู้ดำเนินการทุกอย่างเอง หรือพยายามปรับปรุงให้ระบบราชการมีขีด&lt;br /&gt;สมรรถนะสูงในภารกิจงานที่ไม่ควรดำเนินการเองอีกต่อไปแล้ว นอกจากนี้ยังอาจต้องใช้ยุทธวิธี&lt;br /&gt;ดำเนินการแบบคู่ขนานทั้งในแง่ของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้เคลื่อนตัวไปพร้อมกันทั้งหมดและ&lt;br /&gt;การเลือกเน้นบางจุดมาดำเนินการพัฒนาให้บังเกิดผลก่อน&lt;br /&gt;ฉะนั้น ในช่วงระยะประมาณ 6 เดือนแรกของการนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ&lt;br /&gt;ไทย (พ.ศ. 2551 - พ.ศ. 2555) ไปสู่การปฏิบัตินั้น ก.พ.ร. จะประสานการดำเนินงานร่วมกับ&lt;br /&gt;หน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;􀂂 ทบทวนบทบาทและภารกิจของภาครัฐในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม&lt;br /&gt;ของประเทศและของโลก ดังรายละเอียดปรากฏตามแผนภาพที่ 3 รวมถึงการสอบทาน&lt;br /&gt;พันธกิจและอำนาจหน้าที่ โครงสร้างและระบบงาน ผลสัมฤทธิ์ การใช้ทรัพยากรและ&lt;br /&gt;อัตรากำลังของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในทุกระดับใหม่อีกครั้งหนึ่ง&lt;br /&gt;โดยคำนึงถึงความคิดเห็นหรือความต้องการของประชาชน และความพร้อมของฝ่ายต่างๆ ที่จะรับถ่ายโอนภารกิจของภาครัฐไปดำเนินการแทน ทั้งนี้ การวิเคราะห์ดังกล่าวจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในประเด็นวาระที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อการพัฒนาประเทศและการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น ลอจิสติกส์ อาหารและสินค้าเกษตร การท่องเที่ยว การบริหารจัดการเรื่องทรัพยากรน้ำ&lt;br /&gt;􀂂 หากมีความจำเป็นที่ภาครัฐยังคงต้องมีบทบาทและภารกิจอยู่ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวางนโยบาย การกำกับควบคุม หรือการดำเนินงานเอง ก็จะมีการออกแบบระบบย่อย โดยนำกลยุทธ์ต่างๆ ตามที่ปรากฎในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย(พ.ศ. 2551 - พ.ศ. 2555) อาทิเช่น การสร้างเครือข่าย การให้ประชาชนมีส่วนร่วมการเสริมสร้างขีดสมรรถนะและการกำกับดูแลตนเองที่ดี มาประยุกต์ใช้ให้มีความเหมาะสม&lt;br /&gt;ปัจจัยเงื่อนไขแห่งความสำเร็จในการพัฒนาระบบราชการไทย&lt;br /&gt;ในการนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2551 - พ.ศ. 2555) ไปสู่การ&lt;br /&gt;ปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อให้มีปัจจัยเกื้อหนุนรองรับหลาย&lt;br /&gt;ประการ กล่าวคือ&lt;br /&gt;1. การสร้างความเป็นเจ้าของในการบริหารการเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;􀂂 ต้องมีการเสริมสร้างภาวะผู้นำของผู้บริหารระดับสูงในแต่ละหน่วยงานให้มีความ&lt;br /&gt;สนใจและสนับสนุนในเรื่องการบริหารการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง รวมถึงการกำหนดให้มีผู้บริหารระดับสูง เช่น ตำแหน่งที่ปรึกษาการพัฒนาระบบบริหาร เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบในการบริหารการเปลี่ยนแปลงเป็นการเฉพาะและปฏิบัติงานอย่างเต็มเวลาขึ้นในแต่ละส่วนราชการ&lt;br /&gt;􀂂 กำ หนดให้แต่ละหน่วยงานต้องมีการวางเป้าหมายหรือปักหมุดที่พึงประสงค์&lt;br /&gt;(Milestones) ในการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงองค์การ รวมทั้งดำเนินการจัดทำแผนที่นำทาง (Roadmap) ให้มีความชัดเจน ในรูปแบบของแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารราชการของกระทรวง ซึ่งมีความเชื่อมโยงและรองรับต่อยุทธศาสตร์การเสริมสร้างธรรมาภิบาล/การบริหารจัดการที่ดี หรือที่เรียกชื่ออย่างอื่น&lt;br /&gt;ในแผนปฏิบัติราชการ 4 ปีของแต่ละกระทรวง&lt;br /&gt;􀂂 ยกระดับความสำคัญและเสริมสร้างขีดความเข้มแข็งของกลุ่มพัฒนาระบบบริหารโดยเฉพาะในระดับกระทรวง ให้สามารถรับผิดชอบในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารราชการของกระทรวงสู่การปฏิบัติได้อย่างบรรลุผลโดยเฉพาะการบูรณาการและเชื่อมโยงหน่วยงานภายในของกระทรวง รวมทั้งเป็นเครือข่ายในการพัฒนาระบบราชการ&lt;br /&gt;􀂂 ต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อลงทุนในการพัฒนาองค์การและทรัพยากรบุคคล&lt;br /&gt;ให้แก่แต่ละหน่วยงานอย่างเหมาะสมและเพียงพอ โดยยึดตามแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารราชการดังกล่าวข้างต้นเป็นหลัก&lt;br /&gt;2. การร่วมเป็นเจ้าภาพในการพัฒนาระบบราชการ &lt;br /&gt;􀂂 ส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติราชการของตน ให้&lt;br /&gt;สามารถเทียบเคียงสมรรถนะกับภาคเอกชน หรือหน่วยงานในภาครัฐที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า หรือองค์กรที่เป็นผู้นำ ที่เป็นกรณีศึกษาที่เป็นตัวอย่างดำเนินการ (Best Practices) เพื่อเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ร่วมกับ ก.พ.ร. ซึ่งอาจจะมาจากการลงทุนสร้างหรือเสาะแสวงหา “หน่วยงานต้นแบบ” ซึ่งมีการคิด&lt;br /&gt;ริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ หรือสามารถดำเนินการด้านใดด้านหนึ่งเป็นผลสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับหรือมีความเป็นเลิศ และนำมาใช้เป็นต้นแบบเพื่อการเทียบเคียง (Benchmarking)และเป็นศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้ แหล่งทัศนศึกษา ดูงาน ในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการให้แก่หน่วยงานอื่นๆ ต่อไป &lt;br /&gt;ทั้งนี้ ในบางกรณีอาจเป็นรูปแบบของการประกวดหรือแสวงหาหน่วยงานต้นแบบภายในกระทรวงเดียวกันเช่น โรงเรียนหรือโรงพยาบาล “ในฝัน” ขึ้นมาเป็นตัวต้นแบบสำหรับการเทียบเคียงก็ได้&lt;br /&gt;􀂂 ส่งเสริมให้มีกลไกประสานและเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานกลางเข้าด้วยกัน&lt;br /&gt;เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเอกภาพ รวมทั้งลดความซ้ำซ้อนและไม่สร้างภาระให้แก่ส่วนราชการจนเกินความจำเป็น&lt;br /&gt;􀂂 แสวงหาความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอกชนให้เข้ามาร่วมมือกับ ก.พ.ร. มากขึ้น เพื่อ&lt;br /&gt;ช่วยถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ หรือเทคโนโลยีบางอย่างให้แก่ข้าราชการและหน่วยงานของรัฐ ในฐานะของการเป็นบรรษัทพลเมืองที่ดี (Good CorporateCitizenship) ซึ่งมีความรับผิดชอบต่อสังคม ตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันเจ้าหน้าที่ผู้บริหารสูงสุดของหลายบริษัทได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษา/พี่เลี้ยง เพื่อฝึกงาน&lt;br /&gt;ให้แก่ข้าราชการในโครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ (นปร.) เป็นต้น&lt;br /&gt;􀂂 ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรการพัฒนาระหว่างประเทศเพื่อสร้าง “ศูนย์&lt;br /&gt;นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาระบบราชการไทย” ในการศึกษาวิจัย สร้างกรณีศึกษาต้นแบบ และแสวงหานวัตกรรมและความคิดริเริ่มใหม่มาปรับใช้กับการพัฒนาระบบราชการของไทย รวมถึงการเปิดให้ประชาชนและข้าราชการได้แสดงความคิดเห็นและข้อแนะนำในการปรับปรุงการทำงานของทางราชการ เช่น กรณีของการส่งเสริมมีโครงการ “ความคิดไร้ขีดจำกัด” (Ideas are free) โดยเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงาน&lt;br /&gt;แสดงความเห็นอย่างอิสระ ซึ่งความคิดเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญและนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงองค์การขนานใหญ่ได้&lt;br /&gt;เครื่องมือในการนำยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผล&lt;br /&gt;1. การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;􀂂 มีการสร้างความเข้าใจ กระตุ้น เร่งเร้า สื่อสาร ทำความเข้าใจกับข้าราชการในทุก&lt;br /&gt;ระดับอย่างต่อเนื่องและจริงจัง โดยเฉพาะสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนให้กับกลุ่มข้าราชการ ประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง กระตุ้นให้เกิดการประสานเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความรู้สึกในการมีส่วนร่วม (Create emotional trigger)รวมทั้งสร้างความตื่นเต้นและการประสานงานอย่างสอดคล้องในระบบการทำงาน&lt;br /&gt;และการให้บริการต่าง ๆ ผ่านกิจกรรมสื่อสารสร้างความเข้าใจ เช่น การฝึกอบรมการประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดสัมมนา การเดินสายเผยแพร่ พร้อมสื่อ เช่นโปสเตอร์ แผ่นพับ ซีดี นิตยสาร คู่มือ เพื่อนำไปสู่ความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ สร้างความรู้ ความเข้าใจในการพัฒนาระบบราชการไทยต่อไป&lt;br /&gt;􀂂 เพิ่มช่องทางการเข้าถึงข้าราชการแต่ละบุคคลในทางตรงมากขึ้น รวมถึงการเปิดช่องทางการสื่อสารสองทางให้ข้าราชการได้ร่วมแสดงความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์โดยเฉพาะระบบสื่อสารผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เช่น e-Newsletter, Weblog, Wikipedia, Webboard และการสำรวจแบบออนไลน์&lt;br /&gt;􀂂 ปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรฝึกอบรมและพัฒนาข้าราชการให้มีความทันสมัยและรองรับ&lt;br /&gt;ต่อการพัฒนาระบบราชการมากขึ้นและบังเกิดผลคุ้มค่าต่อการลงทุน ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของการพบปะเพื่อสร้างเครือข่ายทางสังคมเท่านั้น ในการนี้ควรมุ่งเน้นความเข้มข้นทางวิชาการ วางระบบตรวจสอบและประกันคุณภาพ เน้นกรณีศึกษาและทดลองปฏิบัติงานจริงมากกว่าฟังการบรรยาย รวมทั้งพยายามให้การฝึกอบรม&lt;br /&gt;และพัฒนาข้าราชการมีผลต่อการปรับเปลี่ยนค่านิยมและกระบวนทัศน์อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;2. ผลักดันพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี&lt;br /&gt;   พ.ศ. 2546&lt;br /&gt;􀂂 ให้มีการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการ&lt;br /&gt;บ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 อย่างจริงจังและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรา 3/1แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยเฉพาะส่งเสริมให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้รับการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในเรื่องธรรมาภิบาล ตามที่กำ หนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546&lt;br /&gt;􀂂 สำรวจและจัดให้มีการแก้ไขกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี กฎ ระเบียบ คำสั่ง ที่เป็น&lt;br /&gt;อุปสรรคต่อการพัฒนาระบบราชการ/การให้บริการประชาชน หรือการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามนัยของมาตรา 35 และมาตรา 36แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 โดยประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ 2550&lt;br /&gt;3. การสร้างแรงจูงใจ&lt;br /&gt;􀂂 รักษาระบบการสร้างแรงจูงตามผลการปฏิบัติงานให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปของ&lt;br /&gt;ตัวเงิน ได้แก่ การจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษสำหรับผู้บริหารและเงินรางวัลสำหรับผู้ปฏิบัติงานประจำปี เงินงบประมาณเหลือจ่ายเพื่อนำมาจัดสรรเป็นสิ่งจูงใจ และในรูปที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การให้เข้าร่วม ฝึกอบรม &lt;br /&gt;ดูงาน หรือการเข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติตามความต้องการสำหรับผู้บริหารการเลื่อนชั้นตราของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้เร็วขึ้น การได้รับการเชิดชูเกียรติหรือได้ใบประกาศเกียรติคุณ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับมาตรการเชิงลบอย่างจริงจังมากขึ้น เช่น การสับเปลี่ยนให้ไปดำรงตำแหน่งอื่นในกรณีที่ปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย&lt;br /&gt;4. เพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนและสื่อมวลชนในการพัฒนาระบบราชการ กล่าวคือ&lt;br /&gt;􀂂 ในส่วนของประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ทั้งในแง่ของบทบาทในฐานะเป็นผู้เฝ้าระวัง เช่น คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด (กธจ.) ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ซึ่งจะได้มีการขยายให้ครอบคลุมทุกส่วนราชการต่อไป และบทบาทในฐานะผู้ให้ข้อคิดเห็นป้อนกลับเกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการ และคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชน เพื่อใช้เป็น&lt;br /&gt;ข้อมูลในการปรับปรุงและพัฒนาการทำงานผ่านทางช่องทางต่างๆ&lt;br /&gt;􀂂 ในส่วนของสื่อมวลชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้เช่นกัน โดยเฉพาะการเผยแพร่&lt;br /&gt;ข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จและ/หรือปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องในการปฏิบัติราชการและร่วมติดตามการทำงานของส่วนราชการ รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการนำความคิดเห็นของประชาชนฝ่ายต่างๆ มานำ เสนอเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาระบบราชการ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-9033798095652406607?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/9033798095652406607/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=9033798095652406607' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/9033798095652406607'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/9033798095652406607'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2009/02/2551-2555.html' title='การพัฒนาระบบราชการไทย พ.ศ.2551-2555'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-826189672385076204</id><published>2009-02-10T05:05:00.000-08:00</published><updated>2009-02-10T05:30:54.516-08:00</updated><title type='text'>เตรียมสอบภาค ก การบริหารความเสี่ยง</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt; การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)&lt;br /&gt;โดย ดร. สุรพงษ์ มาลี สำนักงาน ก.พ.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;                บทบาทของรัฐในการจัดการความเสี่ยง&lt;br /&gt;ความเสี่ยงจากภัยเทคโนโลยีและภัยทางสังคม&lt;br /&gt;ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ&lt;br /&gt;ความเสี่ยงจากนโยบายและการดำเนินงาน&lt;br /&gt;                 ความเสี่ยง (Risk) คืออะไร&lt;br /&gt;􀂈 ความไม่แน่นอนว่าผลลัพธ์จะเกิดขึ้นตามที่ตั้งเป้าหมายไว้หรือไม่&lt;br /&gt;􀂈 การกระทำหรือเหตุการณ์ที่อาจจะมีผลบั่นทอนความสามารถขององค์กรที่จะบรรลุเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้&lt;br /&gt;􀂈 การกระทำหรือเหตุการณ์ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งโอกาส หรือสิ่งคุกคาม&lt;br /&gt;􀂈 กินความถึงแนวโน้มหรือโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงและผลกระทบหากเหตุการณ์อุบัติขึ้นจริง&lt;br /&gt;               ทำไมต้องบริหารความเสี่ยง&lt;br /&gt;􀂈 สอดคล้องกับหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี&lt;br /&gt;􀂈 เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารเชิงกลยุทธ์ คำรับรองการปฏิบัติราชการ และมาตรฐานการควบคุมภายใน 2544&lt;br /&gt;􀂈 เพิ่มโอกาสและช่วยให้ส่วนราชการบรรลุเป้าประสงค์ และพันธกิจที่ตั้งไว้มากยิ่งขึ้น (ลด Surprises)&lt;br /&gt;􀂈 พัฒนาผลงานขององค์กร เช่น การพัฒนาคุณภาพการส่งมอบบริการให้ประชาชน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น&lt;br /&gt;                   ความสัมพันธ์ของเป้าประสงค์ ความเสี่ยง และการควบคุม&lt;br /&gt;เป้าประสงค์&lt;br /&gt;สิ่งที่ส่วนราชการต้องการบรรลุ&lt;br /&gt;สิ่งที่อาจขัดขวางหรือเป็นอุปสรรค ทำให้ส่วนราชการไม่สามารถบรรลุเป้าประสงค์ที่ตั้งไว้&lt;br /&gt;สิ่งที่จะช่วยให้ส่วนราชการบรรลุเป้าประสงค์ได้ หากมีการบริหารจัดการที่ดี&lt;br /&gt;                   &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;การวิเคราะห์และการบริหารความเสี่ยง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การวิเคราะห์ความเสี่ยง (Risk Analysis) คือ การรวบรวมและประมวลผลข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยง ที่องค์กรต้องเผชิญ (exposure to risks) ซึ่งจะช่วยให้องค์กรตัดสินใจกำหนดแนวทางในการบริหารความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม&lt;br /&gt;                   &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) คืออะไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;􀂈 กระบวนการระบุหาความเสี่ยงที่สำคัญขององค์กร ประเมินผลกระทบของความเสี่ยง พัฒนาแนวทางการจัดการกับความเสี่ยงและนำไปปฏิบัติอย่างเป็นระบบ โดยมีการบูรณาการและ เน้นความสอดคล้องระหว่างกลยุทธ์ บุคลากร กระบวนงานและเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มคุณค่าสูงสุดให้กับองค์การ&lt;br /&gt;􀂈 กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการระบุหาและควบคุมความเสี่ยง ซึ่งมีผลกระทบต่อการบรรลุพันธกิจและเป้าประสงค์ขององค์กร&lt;br /&gt;การบริหารความเสี่ยงเป็นหน้าที่ของใคร&lt;br /&gt;􀂈 ทุกคนเกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงในฐานะที่เป็นผู้ระบุว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง ในหน่วยงาน/โครงการหรืองานของตน&lt;br /&gt;􀂈 ฝ่ายบริหารของหน่วยงาน&lt;br /&gt;􀂈 เจ้าของหรือเจ้าภาพความเสี่ยง (Risk Owners)&lt;br /&gt;􀂾 ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงาน&lt;br /&gt;􀂾 เจ้าของโครงการ/เจ้าของงาน&lt;br /&gt;􀂾 ผู้ที่ไดรับมอบหมายเฉพาะ&lt;br /&gt;􀂾 คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง (Risk Management and Review Committee)&lt;br /&gt;เจ้าของ/เจ้าภาพความเสี่ยง (Risk Ownership)&lt;br /&gt;􀂈 มีการตกลงและมอบหมายการเป็นเจ้าภาพความเสี่ยงอย่างเป็นทางการ&lt;br /&gt;􀂈 อาจไม่ใช่คนที่รับผิดชอบการประเมินความเสี่ยงก็ได้ แต่ต้องเป็นคนที่สามารถติดตามดูแลให้มีการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;􀂈 ต้องมีความชัดเจนว่าใครทำหน้าที่อะไร&lt;br /&gt;􀂾 ใครเป็นผู้กำหนดนโยบายว่าส่วนราชการจะรับความเสี่ยงได้แค่ไหน&lt;br /&gt;􀂾 ใครรับผิดชอบการบริหารความเสี่ยงในแต่ละระดับ&lt;br /&gt;􀂾 ใครรับผิดชอบแต่ละกระบวนการ/ขั้นตอนของการบริหารความเสี่ยง&lt;br /&gt;􀂾 ใครดูแลการนำมาตรการบริหารความเสี่ยงไปปฏิบัติ&lt;br /&gt;􀂾 ใครดูแล กรณีที่เป็นความเสี่ยงร่วม (Interdependent risks)&lt;br /&gt;การกำหนดกรอบนโยบายการบริหารความเสี่ยง&lt;br /&gt;􀂈 กำหนดกรอบนโยบายการบริหารความเสี่ยง จาก&lt;br /&gt;􀂾 ข้อกำหนดทางกฎหมาย ระเบียบ นโยบาย&lt;br /&gt;􀂾 ระบุความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย&lt;br /&gt;􀂈 กำหนดวิสัยทัศน์ของการบริหารความเสี่ยง (Risk Vision Statement)&lt;br /&gt;􀂈 มีแนวทางในการระบุ ประเมิน และรายงานด้านความเสี่ยง&lt;br /&gt;􀂈 กำหนดเป้าหมาย และระบุอุปสรรคของการบริหารความเสี่ยง&lt;br /&gt;􀂈 กำหนดแนวทางการประเมินผลความสำเร็จของการบริหารความเสี่ยง ตามมาตรฐานคุณภาพ&lt;br /&gt;􀂈 ระบุเจ้าภาพความเสี่ยง&lt;br /&gt;􀂈 สื่อสารกรอบนโยบายที่ชัดเจนให้ทั่วถึงทั้งองค์กร&lt;br /&gt;                      &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ประโยชน์ของบริหารความเสี่ยง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;􀂈 ประโยชน์ด้านยุทธศาสตร์ขององค์กร (Strategic Benefits)&lt;br /&gt;􀂈 ประโยชน์ด้านการเงิน (Financial Benefits)&lt;br /&gt;􀂈 ประโยชน์ต่อการบริหารแผนงานโครงการ (Programme Benefits)&lt;br /&gt;􀂈 ประโยชน์ต่อกระบวนงาน (Business Process Benefits)&lt;br /&gt;􀂈 ประโยชน์ต่อการบริหารจัดการโดยรวม (Overall Management Benefits)&lt;br /&gt;                       &lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ขั้นตอนการบริหารความเสี่ยง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ขั้นตอนที่ 1 การระบุและจำแนกความเสี่ยง (Risk Identification)&lt;br /&gt;การระบุหาและจำแนกความเสี่ยงในองค์กร&lt;br /&gt;􀂈 สำรวจว่ามีความเสี่ยงใดที่อาจทำให้การทำงานไม่เป็นไปตามเป้าประสงค์ของส่วนราชการ หรือหน่วยงาน (Risks must be identified relation to strategic objectives)&lt;br /&gt;􀂈 จำแนกความเสี่ยงนั้น ๆ ว่าเกิดขึ้นในระดับใด และเป็นความเสี่ยงประเภทใด (อาจใช้ตาราง Matrix)&lt;br /&gt;􀂈 จัดทำ/เขียน Risk Statement ซึ่งระบุสาเหตุของความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น (What, Why and How Thines can arise)&lt;br /&gt;􀂈 การระบุหาและจำแนกความเสี่ยงอาจใช้&lt;br /&gt;􀂾 คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง&lt;br /&gt;􀂾 เจ้าภาพ/เจ้าของความเสี่ยง ประเมินโดยใช้ (Risk Self Assessment)&lt;br /&gt;􀂾 การประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ&lt;br /&gt;􀂈 สร้างความมั่นใจว่าผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยง และข้าราชการทุกคน เข้าใจตรงกันเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ระบุ (ไม่ควรใช้การลงคะแนนหากไม่จำเป็น ควรใช้การอภิปรายรับฟังความคิดเห็น)&lt;br /&gt;􀂈 เก็บข้อมูลความเสี่ยงอย่างเป็นระบบเพื่อง่ายแก่การทบทวน และการจัดทำ Risk Registers and Risk Profile&lt;br /&gt;ลำดับชั้นของความเสี่ยง ระดับ ยุทธศาสตร์ (Strategic Risk) ระดับแผนงาน/โครงการ (Programme Risk) ระดับกิจกรรมและงานปฏิบัติ (Operational Risk) Strategic decision Decisions transferring Strategy into action Decisions Required for implementation&lt;br /&gt;ขั้นตอนที่ 2 การประเมินความเสี่ยง&lt;br /&gt;การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment/Evaluation)&lt;br /&gt;ขั้นตอนการประเมินความเสี่ยง&lt;br /&gt;ผลผลิต&lt;br /&gt;1. เลือกความเสี่ยงที่ระบุในขั้นตอนการระบุและจำแนกความเสี่ยง มาอภิปรายเพื่อหาสาเหตุ ผลกระทบ การควบคุมในปัจจุบัน และประสิทธิผลของการควบคุมนั้น&lt;br /&gt;มีรูปแบบข้อมูลความเสี่ยงเบื้องต้นของส่วนราชการ (Risk Register2Profile)&lt;br /&gt;2. ดำเนินการประเมินความเสี่ยงโดยวิเคราะห์ทั้งผลกระทบ (Impact) และโอกาส (Likelihood) ที่ความเสี่ยงจะเกิด&lt;br /&gt;มีแผนที่ความเสี่ยง (Risk Map) ที่แสดง “ความเสี่ยงซึ่งวิกฤติ”&lt;br /&gt;3. จัดลำดับความเสี่ยง (Risk Prioritisation) โดยนำผลการวิเคราะห์ในขั้นที่ 2 มาวิเคราะห์ร่วมกับความสามารถ/โอกาสในการปรับปรุงความเสี่ยงและกรอบเวลาดำเนินการ&lt;br /&gt;ได้รายการของความเสี่ยงที่จะนำไปจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง (Risk Management/Response Plan)&lt;br /&gt;การวิเคราะห์โอกาสและผลกระทบของความเสี่ยง&lt;br /&gt;ผลหรือระดับของผลกระทบหากความเสี่ยงเกิดขึ้นจริง&lt;br /&gt;(Impacts)&lt;br /&gt;โอกาส/ความน่าจะเป็น/แนวโน้มที่จะเกิดความเสี่ยง (Probabilities/Likelihood)&lt;br /&gt;เชิงกึ่งคุณภาพมีการกำหนดค่าให้กับ Ranking Scale แต่ไม่ใช่ค่าจริงๆ ของความเสี่ยง&lt;br /&gt;ระดับของความเสี่ยง&lt;br /&gt;มีการกำหนดค่าที่เป็นตัวเลขซึ่งสะท้อน&lt;br /&gt;การวิเคราะห์เชิงปริมาณ:&lt;br /&gt;ในส่วนราชการ&lt;br /&gt;เชิงคุณภาพ : ใช้คำพูดอธิบาย&lt;br /&gt;โอกาส และผลกระทบ&lt;br /&gt;การจัดทำ Risk Map : Risk/Tolerance Matrix&lt;br /&gt;ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้&lt;br /&gt;ผลกระทบ&lt;br /&gt;ความน่าจะเป็น/โอกาส&lt;br /&gt;การจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง (Risk Prioritisation)&lt;br /&gt;ลำดับความสำคัญของความเสี่ยงในส่วนราชการ&lt;br /&gt;1. การประเมินประสิทธิผลของการควบคุมความเสี่ยงในปัจจุบัน&lt;br /&gt;2. โอกาสและความสามารถที่จะปรับปรุงการบริหารความเสี่ยง&lt;br /&gt;3. ระยะเวลาที่จะสามารถเริ่มลงมือปฏิบัติ&lt;br /&gt;ขั้นตอนที่ 3 การจัดการกับความเสี่ยง (Risk Responses)&lt;br /&gt;หลักการจัดการกับความเสี่ยง (Address Risk Responses)&lt;br /&gt;ลดโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง&lt;br /&gt;แสวงหาประโยชน์จากความเสี่ยง&lt;br /&gt;ลดผลกระทบของความเสี่ยง&lt;br /&gt;หลักการจัดการกับความเสี่ยง (Addressing Risk Responses)&lt;br /&gt;การยอมรับความเสี่ยง (Tolerate)&lt;br /&gt;ยอมรับให้มีความเสี่ยงบ้าง เพราะต้นทุนการจัดการความเสี่ยง&lt;br /&gt;อาจไม่คุ้มกับผลประโยชน์ที่อาจจะเกิดขึ้น&lt;br /&gt;การจัดการควบคุมความเสี่ยง&lt;br /&gt;(Treat and Control)&lt;br /&gt;มิใช่การขจัดความเสี่ยงให้หมดไป (Obviate) แต่ควบคุม (Contain) ทั้งโอกาสและผลกระทบของความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่รับได้&lt;br /&gt;การแบ่ง/ผ่องถ่ายความเสี่ยง (Share/Transfer)&lt;br /&gt;ผ่องถ่ายให้บุคคลที่สามร่วมรับความเสี่ยง เช่น การประกันภัย&lt;br /&gt;การยกเลิก/สิ้นสุดกิจกรรมที่มีความเสี่ยง (Terminate)&lt;br /&gt;ความเสี่ยงบางอย่างอาจควบคุมได้ ด้วยการยกเลิกเป้าหมาย โครงการ งานหรือกิจกรรมที่มีความเสี่ยง&lt;br /&gt;การฉวยโอกาสจากสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง (Take the Opportunity)&lt;br /&gt;ความเสี่ยงบางอย่างอาจนำมาซึ่งโอกาสในการบริหารจัดการ&lt;br /&gt;การจัดการความเสี่ยงกับการควบคุมภายใน&lt;br /&gt;􀂈 การจัดการความเสี่ยง มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอน (Uncertainty) ให้เป็นผลประโยชน์ (Benefits) ของส่วนราชการ โดยฉกฉวยโอกาสที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;􀂈 มาตรการหรือการกระทำทุกอย่างของส่วนราชการในการจัดการความเสี่ยง ถือเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมภายใน&lt;br /&gt;รูปแบบของการควบคุม&lt;br /&gt;-การกำหนดให้ทำตามหลัก กฎเกณฑ์ และกระบวนการที่กำหนดไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง เช่น ชุดทำงานในที่อันตราย การฝึกอบรมก่อนทำงาน&lt;br /&gt;-การควบคุมที่มุ่งผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ให้เหลือน้อยที่สุด เช่น การเซ็นเช็ค การสั่งจ่าย การให้สัมภาษณ์&lt;br /&gt;การควบคุมที่มุ่งค้นหาว่า ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์นั้น เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับอนาคต เช่น การตรวจนับสินค้า&lt;br /&gt;รูปแบบของการควบคุม รายละเอียดคงคลัง &lt;br /&gt;-การทบทวนหลังการนำนโยบายบางอย่างไปปฏิบัติ&lt;br /&gt;-การควบคุมที่มุ่งแก้ไขผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ หรือ บรรเทาผลกระทบให้ทุเลาลง เช่น การเขียนเงื่อนไขในสัญญาให้มีการชดใช้ หากมีการจ่ายเงินเกิน หรือการประกันภัย&lt;br /&gt;ขั้นตอนที่ 4 การจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง (Risk Management Plan)&lt;br /&gt;องค์ประกอบของแผนบริหารความเสี่ยง&lt;br /&gt;ชื่อความเสี่ยง&lt;br /&gt;เขียนอธิบายสั้น ๆ ว่าประเด็นความเสี่ยงคืออะไร&lt;br /&gt;ลำดับความเสี่ยงเพื่อการปฏิบัติ&lt;br /&gt;ระบุลำดับคะแนน อาจใช้สีไฟจราจร&lt;br /&gt;คะแนนลำดับความสำคัญ&lt;br /&gt;ระบุคะแนนผลกระทบโอกาส การควบคุม การปรับปรุง และระยะเวลา&lt;br /&gt;ประเภทของความเสี่ยง&lt;br /&gt;ระบุว่าเป็นความเสี่ยงประเภทใด&lt;br /&gt;พื้นฐานของความเสี่ยง&lt;br /&gt;ระบุสาเหตุและผลกระทบต่อเป้าประสงค์ใด&lt;br /&gt;การควบคุมความเสี่ยงในปัจจุบัน&lt;br /&gt;ระบุแนวทางดำเนินการในปัจจุบัน&lt;br /&gt;แผนปฏิบัติเพื่อควบคุมความเสี่ยง&lt;br /&gt;ระบุแนวทางดำเนินงาน เป้าหมาย เวลา แผนสำรอง เจ้าภาพผู้รับผิดชอบ ผู้มีส่วนได้เสีย&lt;br /&gt;ตัวชี้วัดความคืนหน้าและความสำเร็จ&lt;br /&gt;ระบุว่าถ้าทำตามตัวชี้วัดแล้ว ความเสี่ยงลดลงหรือไม่&lt;br /&gt;แนวทางการตรวจสอบและรายงาน&lt;br /&gt;ระบุความคืบหน้าในการดำเนินการ (ร้อยละ)&lt;br /&gt;ขั้นตอนที่ 5 การรายงานและทบทวนการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Review, Report &amp; Presentation)&lt;br /&gt;􀂈 เพื่อติดตามว่ารูปแบบของความเสี่ยง (Risk Profile) เปลี่ยนแปลงหรือไม่&lt;br /&gt;􀂈 เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารความเสี่ยงนั้นได้ผลจริง หากพบปัญหาก็จะได้หามาตรการใหม่/ใช้มาตรการสำรองเพื่อจัดการกับความเสี่ยงหากจำเป็น&lt;br /&gt;􀂈 เครื่องมือและเทคนิคที่ใช้ในการทบทวน : แนวทางของกระทรวงการคลังอังกฤษ&lt;br /&gt;􀂾 Risk Self Assessment (RSA)&lt;br /&gt;􀂾 Stewardship Reporting : ผู้บริหารแต่ละระดับรายงานการบริหารความเสี่ยงของตนในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป ขึ้นไปยังหน่วยเหนือ (Upward Reporting)&lt;br /&gt;􀂾 Risk Management Assessment Framework : Statement on Internet Control ซึ่งเป็น Public Statement เกี่ยวกับการทบทวนระบบการควบคุมภายใน&lt;br /&gt;สามารถปฏิบัติตามแผนได้อย่างประสบความสำเร็จ และได้ผลตามที่ตั้งเป้าหมายในการลดความเสี่ยงทุกประการ&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ประโยชน์ของการทบทวนการบริหารความเสี่ยง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;􀂈 ทราบความเสี่ยงที่มีอยู่ในส่วนราชการ (Inherent Risk)&lt;br /&gt;􀂈 ทราบความเสี่ยงที่ยังเหลืออยู่ แม้มีการจัดการความเสี่ยงแล้ว (Residual Risk)&lt;br /&gt;􀂈 ตัดสินใจได้ว่าจะรับความเสี่ยงได้ในระดับใด (Acceptable Risk)&lt;br /&gt;การสื่อข้อความและการเรียนรู้ (Risk Communication &amp; Learning)&lt;br /&gt;􀂈 เกิดขึ้นในทุกกระบวนการของการบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่ขั้นตอนที่แยกต่างหาก&lt;br /&gt;􀂈 ส่วนราชการต้องสื่อให้สมาชิกทุกคนในองค์กรทราบว่า&lt;br /&gt;􀂾 ความเสี่ยงขององค์กรคืออะไร&lt;br /&gt;􀂾 กลยุทธ์เกี่ยวกับความเสี่ยง (Risk Strategy) ขององค์กร คืออะไร&lt;br /&gt;􀂾 ลำดับความสำคัญของความเสี่ยง (Risk Priority)&lt;br /&gt;􀂾 บทบาทของ Risk Owners&lt;br /&gt;􀂈 เรียนรู้จากผลการบริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้น&lt;br /&gt;&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;การปรับกระบวนทัศน์ด้านการบริหารความเสี่ยง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;กระบวนทัศน์เดิม&lt;br /&gt;กระบวนทัศน์ใหม่&lt;br /&gt;แยกส่วน&lt;br /&gt;บูรณาการ&lt;br /&gt;ทำเป็นครั้งคราว&lt;br /&gt;ทำอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;เน้นในมุมแคบ&lt;br /&gt;เน้นในมุมกว้าง&lt;br /&gt;เน้นการควบคุมกระบวนการ&lt;br /&gt;เน้นการบรรลุยุทธศาสตร์&lt;br /&gt;4Cs เพื่อความสำเร็จในการบริหารความเสี่ยง&lt;br /&gt;􀂈 เป้าหมาย (Common Goals)&lt;br /&gt;􀂈 การติดต่อสื่อสาร (Communications)&lt;br /&gt;􀂈 มุ่งมั่น (Commitment)&lt;br /&gt;􀂈 การประสานงาน (Co-ordination)&lt;br /&gt;****************************************** &lt;br /&gt;อ้างอิง&lt;br /&gt;http://www.onab.go.th/e-Books/RegulateExaminer/RegulateExaminer10.pdf&lt;br /&gt;...........................................................................&lt;br /&gt;เตรียมสอบภาค ก  วันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2552  ที่ศูนย์พัฒนามูลนิธิอีสาน(ศูนย์เน็ต) อ.เมือง จ.สุรินทร์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;              วันที่ 7-8 มีนาคม 2552 ที่สำนักงานเ ขตพื้นที่การศึกษาสงขลา เ ขต 1  &lt;br /&gt;สนใ จ ติดต่อ ผอ.โ จ้  ในบล็อก หรือ โทร Sub-Admin1  089 204 2943  suntha at thaimail.com&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-826189672385076204?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/826189672385076204/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=826189672385076204' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/826189672385076204'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/826189672385076204'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2009/02/blog-post_10.html' title='เตรียมสอบภาค ก การบริหารความเสี่ยง'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-8119076354273800091</id><published>2009-02-02T05:36:00.000-08:00</published><updated>2009-02-02T05:45:28.590-08:00</updated><title type='text'>เตรียมสอบภาค ก เรื่องการบริหารความขัดแย้ง</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt; ขอขอบคุณข้อมูลจาก BonJoviQC.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt; ความขัดแย้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความหมาย และความเป็นมา&lt;br /&gt;ความขัดแย้ง (Conflict) หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องกับจุดมุ่งหมาย หรือวิธีการ หรือทั้งสองอย่างแต่เป็นการพึ่งพาอาศัยในทางลบอาจกล่าวอย่างกว้างๆได้ว่า ความขัดแย้ง หมายถึง การที่แต่ละฝ่ายไป ด้วยกันไม่ได้ในเรื่องเกี่ยวกับความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการจริง หรือศักยภาพที่จะเกิดตามต้องการ (เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์, 2540:11) ส่วนแนวคิดเกี่ยวกับความขัดแย้งในปัจจุบัน เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ ( 2540) ได้รวบรวมประเด็นความขัดแย้งไว้ว่าความขัดแย้งอาจเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติงานในองค์การ ควรจะมีการบริหารความขัดแย้งให้เกิดผลดีที่สุด ความขัดแย้งอาจจะมีประโยชน์หรืออาจมีโทษขึ้นอยู่กับวิธีการบริหารในองค์การที่ดีที่สุดจะมีความขัดแย้งในระดับที่เหมาะสมซึ่งจะช่วยกระตุ้นแรงจูงใจให้คนปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ ความขัดแย้งเป็นส่วนหนึ่งในองค์การ ความขัดแย้งเป็นของดีเพราะจะช่วยกระตุ้นให้คนพยายามหาทางแก้ปัญหาซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการทำงานของคน ปัจจัยเหล่านี้ผู้บริหารไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ปัจจัยทางด้านจิตวิทยา นักทฤษฎีทางด้านจิตวิทยา ได้ศึกษาพฤติกรรมเกี่ยวกับความขัดแย้ง และมีบทความข้อเขียนทางด้านวิชาการหลายท่าน ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้ง(Robbihns,1983 อ้างใน สิทธพงศ์ สิทธขจร, 2535) โดยได้จำแนกแนวความคิดเกี่ยวกับความขัดแย้งเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งแตกต่างกัน ดังนี้&lt;br /&gt;1. แนวคิดสมัยดั้งเดิม (Traditional View) สันนิษฐานว่า ความขัดแย้งเป็นสิ่งไม่ดี และมีผลกระทบด้านลบต่อองค์การอยู่เสมอ ดังนั้น หากหลีกเลี่ยงได้ควรหลีกเลี่ยง ผู้บริหารจะต้องมีความรับผิดชอบที่จะต้องกำจัดความขัดแย้งขององค์การ วิธีแก้ปัญหาความขัดแย้ง ก็คือ การออกกฎระเบียบ กระบวนการที่เข้มงวด เพื่อที่จะทำให้ความขัดแย้งหมดไป แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ความขัดแย้งก็ยังคงมีอยู่&lt;br /&gt;2. แนวคิดด้านมนุษย์สัมพันธ์ (Human Relations View) ยืนยันว่า ความขัดแย้งอาจจะเกิดขึ้นตาม ธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ภายในทุกองค์การ เนื่องจากไม่สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ มุมมองด้าน มนุษยสัมพันธ์ จึงสนับสนุนการยอมรับความขัดแย้ง โดยอธิบายไว้ว่า เหตุผลของการมีความขัดแย้ง เพราะไม่สามารถถูกกำจัดได้ และความขัดแย้งอาจจะมีประโยชน์ต่อภายในองค์การได้บ้างในบางเวลา มุมมองด้าน มนุษยสัมพันธ์นี้ ได้ครอบงำความคิดของนักวิชาการเกี่ยวกับความขัดแย้งตั้งแต่ปลายปี 2483 จนถึงปี 2513&lt;br /&gt;3. แนวคิดสมัยใหม่ (Contemporary View) เมื่อแนวคิดด้านมนุษยสัมพันธ์ยอมรับความขัดแย้ง มุมมองที่เป็นแนวความคิดสมัยใหม่ จึงสนับสนุนความขัดแย้งบนรากฐานที่ว่า องค์การที่มีความสามัคคี ความสงบสุข ความเงียบสงบ และมีความร่วมมือ หากไม่ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น จากความขัดแย้ง การให้ความร่วมมือแก่องค์การจะกลายเป็นความเฉื่อยชา อยู่เฉย และไม่ตอบสนองต่อความต้องการเพื่อการเปลี่ยนแปลง และการคิดค้นใหม่ๆ ดังนั้นแนวความคิดสมัยใหม่สนับสนุนให้ผู้บริหารรักษาระดับความขัดแย้งภายในองค์การให้อยู่ในระดับต่ำสุด เพียงพอที่จะทำให้องค์การเจริญเติบโตและสร้างสรรค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเภทของความขัดแย้ง&lt;br /&gt;ความขัดแย้งแบ่งออกเป็นหลายประเภทดังนี้&lt;br /&gt;1. ความขัดแย้งของบุคคล อาจเป็นความขัดแย้งภายในตัวบุคคล( Intrapersonal Conflict) เป็นสภาวะที่บุคคลรับรู้ถึงความขัดแย้งในจิตใจตนเองเมื่อเผชิญเป้าหมาย ค่านิยม ความเชื่อ ความต้องการหลายๆอย่างที่แตกต่างในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นลักษณะที่ตนชอบทั้งคู่หรือต้องเลือกพียงอย่างเดียว หรือสิ่งที่จะต้องเลือกมีทั้งข้อดีข้อเสียที่ตนเองชอบและข้อเสียที่ตนองไม่ชอบ ทำให้ตัดสินใจลำบากว่าจะเลือกหรือไม่เลือก นอกจากได้อาจเป็นความขัดแย้งในบทบาทความขัดแย้งภายในบุคคลยังเกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีความไม่แน่ใจว่าเขาถูก คาดหมายให้ปฏิบัติงานอะไรหรือถูกคาดหมายให้ปฏิบัติงานเกินความสามารถของตน ความขัดแย้งระหว่างบุคคล (Interperonal Conflict) ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากบุคลิกภาพค่อนข่างก้าวร้าว ย่อมจะเกิดความขัดแย้งกับผู้อื่นได้ง่าย โดยเฉพาะกับบุคคลที่มีความรู้สึกไว และความขัดแย้งของบุคคลย่อมมีผลต่อความขัดแย้งของ องค์การโดยส่วนรวมด้วย เพราะบุคคลเป็นองค์ประกอบขององค์การ&lt;br /&gt;2. ความขัดแย้งขององค์การ ความขัดแย้งขององค์การเป็นการต่อสู้ดิ้นรนที่แสดงออกจนเป็นที่สังเกตเห็นด้วยกันได้ทั้งสองฝ่าย และความขัดแย้งขององค์การเกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อมหรือระบบองค์การที่บุคคลต้องมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้แล้วความขัดแย้งเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องเกิดขึ้นเสมอในหน่วยงานแต่จะแสดงออกมาให้เห็นได้เด่นชัดในลักษณะต่างๆ หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับสาเหตุและผลกระทบว่าจะรุนแรงมากน้อยแค่ไหน การเกิดกรณีความขัดแย้งนั้นมีลักษณะเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง โดยต้องมีจุดเริ่มต้นหรือสาเหตุหรือจุดก่อตัวก่อนแล้วจึงพัฒนาขึ้นเป็นสายโซ่ที่ต่อเนื่องกัน&lt;br /&gt;ความขัดแย้งในสังคมย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะความขัดแย้งในองค์กรในส่วนของนายจ้างกับลูกจ้าง เพราะว่าคนทั้งสองฝ่ายมีจุดประสงค์และจุดมุ่งหมายต่างกัน จากการศึกษาของ March และ Simon (1958: 102 อ้างถึงใน วราภรณ์ ตระกูลสฤษดิ์&lt;br /&gt;http://www.kmutt.ac.th/organization/ssc334/asset5.html) พบว่าความขัดแย้งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ&lt;br /&gt;1. ความขัดแย้งต่อตนเอง (Individual Conflict) เป็นความขัดแย้งที่บุคคลมีต่อการกระทำของตนเอง แบ่งออกเป็น&lt;br /&gt;1.1รักพี่เสียดายน้อง (Approach-Approach Conflict) เป็นความต้องการหรือพอใจทั้งสองอย่าง แต่เลือกได้เพียงอย่างเดียว&lt;br /&gt;1.2หนีเสือปะจระเข้ (Avoidance-Avoidance Conflict) เป็นความรู้สึกที่ไม่ต้องการไม่ปรารถนาทั้ง 2 อย่าง แต่ต้องเลือก 1 อย่าง&lt;br /&gt;1.3เกลียดตัวกินไข่ (Approach-Avoidance Conflict) คือมีทั้งสิ่งที่พอใจไม่พอใจอยู่ร่วมกัน จำเป็นต้องเผชิญหน้าทั้ง 2 อย่างในเวลาเดียวกัน&lt;br /&gt; 2. ความขัดแย้งในองค์การ(Organizational Conflict) เมื่อคนแต่ละคนมาอยู่ร่วมกัน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน จะมีความคิดเห็นต่างกัน มีวิธีการคิดที่ไม่เหมือนกัน ค่านิยมอคติ การรับรู้ ผลประโยชน์ เกิดจากการแบ่งทรัพยากรและงบประมาณมีจำนวนจำกัด หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงเทคนิคในการทำงาน ความแตกต่างในหน้าที่การทำงาน ล้วนเป็นสาเหตุที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งได้ทั้งสิ้น&lt;br /&gt; 3. ความขัดแย้งระหว่างองค์การ(Inter organization Conflict) เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างองค์กรกับองค์การหรือระหว่างกลุ่มกับกลุ่ม เช่นผลประโยชน์ขัดกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สาเหตุของความขัดแย้ง&lt;br /&gt;สาเหตุของความขัดแย้งอาจเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;1. ลักษณะงานที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน (Task interdependence) ปัจจัยประการแรกนี้ หมายถึง การที่หน่วยงานสองหน่วยงานหรือมากกว่านั้น ไม่สามารถเป็นอิสระแก่กันได้ จะต้องมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องข้อมูล ความช่วยเหลือหรือการประสานงานกัน เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อทำให้การทำงานประสบผลสำเร็จ การที่งานของหน่วยงานต่าง ๆ ใน องค์กรไม่สามารถเป็นอิสระแก่กันได้ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งซึ่งมีอยู่ 3 รูปแบบด้วยกัน&lt;br /&gt;ประการแรก ความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นจากการที่หน่วยงานหรือกลุ่มต่าง ๆ ในองค์กรอาจจะไม่จำ เป็นต้องมีความสัมพันธ์กันโดยตรงก็ได้ แต่เมื่อหน่วยงานหนึ่งเกิดทำงานผิดพลาดขึ้นอย่างร้ายแรง ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของอีกหน่วยงานหนึ่งที่เกี่ยวข้อง และจะนำไปสู่ความ ขัดแย้งต่อกัน&lt;br /&gt;  ประการที่สอง มีรูปแบบที่ว่า การปฏิบัติงานของหน่วยงานหนึ่ง จะเริ่มลงมือปฏิบัติได้ก็ต่อเมื่อ งานของอีกหน่วยหนึ่งได้ทำสำเร็จลงแล้ว ในลักษณะเช่นนี้ หากการทำงานของหน่วยงานแรกเกิดความล่าช้า ก็จะส่งผลให้งานของหน่วยงานหลังต้องล่าช้าตามไปด้วย เพราะต้องรอให้หน่วยงานแรกปฏิบัติงานเสร็จเสียก่อน เงื่อนไขเช่นนี้ ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างสอง หน่วยงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น และ&lt;br /&gt;ประการสุดท้าย เป็นลักษณะที่การทำงานของกลุ่มหรือหน่วยงานต่าง ๆ จะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน จึงจะทำให้งานสำเร็จลุล่วงได้ เช่น หน่วยงานวิจัยต้องอาศัยข้อมูลจากฝ่ายปฏิบัติการ ในขณะเดียวกันฝ่ายปฏิบัติการก็ต้องอาศัยข้อมูลหรือผลการวิจัยจากฝ่ายวิจัยเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน หากหน่วยงานหรือกลุ่มจากสองหน่วยงานนี้ไม่สามารถร่วมมือกันได้ หรือต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับกันก็จะมีผลนำไปสู่ความขัดแย้งในท้ายที่สุด&lt;br /&gt;2. การแบ่งงานตามความชำนาญเฉพาะด้านมีมากขึ้น (Increased specialization) เกิดปัญหามากมายหลายประการด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความขัดแย้ง ซึ่งจากผลการวิจัยของนักวิชาการหลายท่าน ได้มีการค้นพบว่า การแบ่งงานตามความชำนาญมากเท่าใด ยิ่งเกิดความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น เพราะจะทำให้บุคลากรแต่ละกลุ่มมีโครงสร้างในการทำงาน และพัฒนาการในการเรียนรู้ หรือแนวความคิดที่จำกัดอยู่แต่เฉพาะในงานของตนเอง สภาพเช่นนี้ทำให้บุคลากรใน แต่ละหน่วยงานมีแนวความคิดต่อการปฏิบัติ และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของงานแตกต่างกันไปตามความถนัดของแต่ละบุคคล และเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องประสานงานหรือทำงานร่วมกันแล้ว โอกาสที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้นได้&lt;br /&gt;3. การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของงานไม่ชัดเจน (Ambiguously defined responsibilities) ความขัดแย้งมักเกิดจากความไม่ชัดเจนของการกำหนดหน้าที่รับผิดชอบในการทำงานในองค์การทำให้เกิดความสับสน ก้าวก่ายในการทำงานหรือทำงานซ้ำซ้อนกัน ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้องค์กรขาดความชัดเจนในการกำหนดหน้าที่รับผิดชอบ คือในขณะที่สภาพแวดล้อมขององค์กรมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีผลทำให้เกิดหน้าที่ความรับผิดชอบของงานใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย แต่องค์กรส่วนใหญ่มักจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะขอบข่ายของงาน ซึ่งระบุถึงหน้าที่ความรับผิดชอบให้ทันสมัยตามกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยสภาพเช่นนี้จะทำให้บุคลากร กลุ่ม หรือหน่วยงานแต่ละฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในการทำงานนั้น ๆ ซึ่งบางครั้งอาจจะทำให้เกิดการแบ่งงานกันทำ หรือปัดความรับผิดชอบให้กับฝ่ายอื่น และความขัดแย้งตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้&lt;br /&gt;4. อุปสรรคของการติดต่อสื่อสารหรือการสื่อข้อความ (Communication obstruction) อาจจะเกิดขึ้นจากความคล่องตัวของงานที่เป็นอยู่ภายในหรือระหว่างหน่วยงาน ไม่มีประสิทธิภาพ หรืออาจเกิดจากอุปสรรคด้านภาษา ซึ่งเกิดจากการที่บุคลากรในแต่ละหน่วยงานมีพื้นฐานความรู้ การศึกษา หรือการอบรมที่แตกต่างกัน เช่น วิศวกร นายแพทย์ และนักสังคมศาสตร์ เป็นต้น มักจะมีภาษาที่ใช้สื่อความหมายเฉพาะตัวตามสาขาอาชีพตน ซึ่งแตกต่างกันอย่างมากมาย สภาพเช่นนี้อาจจะมีผลทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคล กลุ่ม หรือหน่วยงานขาดความเข้าใจ หรือเกิดการเข้าใจผิดซึ่งกันและกัน ซึ่งมีผลทำให้ไม่สามารถประสานงานและร่วมมือร่วมใจกันได้ตามที่ควรจะเป็น เงื่อนไขเช่นนี้อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งตามมาในท้ายที่สุด&lt;br /&gt;5. การแข่งขันเพื่อแย่งชิงทรัพยากรที่มีจำกัด (Competition for limited sources) บุคลากรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ภายในองค์การมักจะเผชิญปัญหาที่เกี่ยวกับการแก่งแย่ง เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรขององค์กรที่มีค่อนข้างจำกัด เช่น ในเรื่องของงบประมาณ วัสดุ หรือทรัพยากรมนุษย์ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลของความขัดแย้ง&lt;br /&gt;ความขัดแย้งมีทั้งแง่ดีและแง่ไม่ดี หมายความว่า ความขัดแย้งอาจเป็นในลักษณะในทางสร้างสรรค์และทำลาย ถ้าหากความขัดแย้งในองค์กรมีมากเกินไป ผลที่ตามมาก็จะเป็นไปในทางลบ (Negative consequences) ซึ่งมีลักษณะทำลายประสิทธิผลขององค์การแต่ถ้าความขัดแย้งอยู่ในจุดที่เหมาะสมก็จะเกิดผลในทางบวก (Positive consequences) ซึ่งมีลักษณะเป็นการสร้างสรรค์ ประสิทธิผลให้กับองค์การอย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติ บางครั้งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะกำหนดว่าความ ขัดแย้งขนาดไหนถึงจะเรียกว่าเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด ต่อปัญหาดังกล่าวนี้ได้มีนักวิชาการเสนอแนะว่า กลยุทธ์ที่จะช่วยตัดสินใจได้ดีที่สุดก็คือ การสังเกตผลที่ตามมาของความขัดแย้งทั้งสองประการนั่นเอง กล่าวคือ ถ้าผลของความขัดแย้งออกมาในทางบวกก็เรียกว่า ความขัดแย้งอยู่ในจุดที่เหมาะสมที่สุด แต่ถ้าผลออกมาในทางลบก็ถือได้ว่าเป็นจุดที่ความขัดแย้งนำไปสู่การทำลายมากกว่าการสร้างสรรค์ ดังนั้น ผลของความขัดแย้งจึงมี 2 ลักษณะ คือ&lt;br /&gt;ความขัดแย้งที่ส่งผลในทางบวก มีลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;1. นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์&lt;br /&gt;2. สามารถทำให้บุคลากรในองค์กรเกิดแรงจูงใจในการทำงานและพบแนวทางในการทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;br /&gt;3. ก่อให้เกิดความสามัคคีในกลุ่ม&lt;br /&gt;4. ทำให้เกิดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป้าหมายเดิมขององค์กรที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง&lt;br /&gt;5. สมาชิกในองค์การได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นซึ่งกันและกัน&lt;br /&gt;6. องค์การมีการปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้อย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;7. มีการเลือกตัวแทนที่เข้มแข็งมีความรู้ความสามารถมาเป็นผู้นำ&lt;br /&gt;8. ได้มีการระบายข้อขัดแย้งระหว่างบุคคลหรือกลุ่มซึ่งเก็บกดไว้เป็นเวลานาน&lt;br /&gt;9. ทำให้เกิดแนวทางแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์กับองค์กรหรือทำให้เกิด คุณภาพในการตัดสินใจ&lt;br /&gt;10. ทำให้ลดความตึงเครียดในองค์กรได้ หรือทำให้ความสัมพันธ์ของบุคคลในองค์กรดีขึ้น&lt;br /&gt;11. ทำให้คุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรในองค์กรดีขึ้น ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล รู้จักการปรับตัว และการประสานงานร่วมกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความขัดแย้งที่ส่งผลในทางลบ มีลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;1. นำไปสู่ความตึงเครียดมากขึ้น หรือมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคนในองค์กรมากขึ้น&lt;br /&gt;2. ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรและเวลามากเกินไป&lt;br /&gt;3. ทำให้เกิดการแบ่งเป็นพรรค เป็นพวกขึ้น ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งมีความรู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายชนะ (Winner) และอีกฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่าเป็นผู้แพ้ (Loser) ลักษณะเช่นนี้มีผลทำลายความสัมพันธ์ของสมาชิกในองค์การขาดการประสานงานกัน และไม่มีความร่วมมือร่วมใจในการทำงาน ซึ่งมีผลทำให้ประสิทธิผลขององค์การตามมาได้&lt;br /&gt;4. มุ่งจะเอาชนะกันมากกว่าที่จะมองถึงผลกระทบต่อเป้าหมายขององค์กรโดยส่วนรวม&lt;br /&gt;5. นำไปสู่ความยุ่งเหยิงและไร้ซึ่งเสถียรภาพขององค์การ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การบริหารความขัดแย้ง (Conflict Management)&lt;br /&gt;ความขัดแย้งเป็นปรากฎการณ์สามัญในสังคมที่ให้ทั้งประโยชน์และโทษต่อบุคคลและองค์การจึงเกิด คำถามว่า ทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์มากที่สุดและเกิดโทษน้อยที่สุด ดังนั้นผู้บริหารจำเป็นต้องมีความรู้ ความสามารถในการจัดการกับความขัดแย้ง หรือ บริหารความขัดแย้ง(Conflict Management) เพื่อนำองค์การที่ตนเองรับผิดชอบให้เจริญก้าวหน้า ดังนั้นองค์การจึงจำเป็นต้องมีความขัดแย้งเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีความขัดแย้งหรือน้อยเกินไปก็จะทำให้องค์การมีความเสื่อม ระดับความขัดแย้งที่พอเหมาะจะทำให้เกิดความสร้างสรรค์ มีความสามัคคี สร้างความเจริญให้แก่องค์การ แต่ถ้าความขัดแย้งสูงหรือมีมากเกินไปจะทำให้เกิดความแตกแยกเป็นปัญหาแก่องค์การเป็นอย่างยิ่ง ผู้บริหารควรจะต้องมีเครื่องมือหรือวิธีการในการบริหารความขัดแย้งในองค์การ วิธีการในการบริหารความขัดแย้ง คือ&lt;br /&gt;1. การกระตุ้นความขัดแย้ง&lt;br /&gt;2. การแก้ปัญหาความขัดแย้ง&lt;br /&gt;3. การป้องกันปัญหาความขัดแย้งในองค์การ&lt;br /&gt;การกระตุ้นความขัดแย้ง&lt;br /&gt;องค์การที่มีความขัดแย้งน้อย จะทำให้สมาชิกเฉื่อยชาไม่มีบรรยากาศในการแข่งขันกันทำงาน เพราะสภาพเช่นนี้สมาชิกของกลุ่มจะยอมรับสิ่งต่างๆที่เป็นอยู่ทำให้ละเลยต่อจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของบุคคลอื่น ไม่มีการ feedback ไม่เกิดผลดีต่อองค์การ ผู้บริหารจึงควรกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งขึ้นจะช่วยให้เกิดการ ปรับตัวของบุคคลากรและแก้ไขข้อบกพร่อง สร้างความกระตือรือร้นให้เกิดขึ้น แต่ต้องระมัดระวังควบคุมให้เกิดขึ้นในทางบวก สโตนเนอร์ (Stoner) ได้เสนอเทคนิคการกระตุ้นความขัดแย้ง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;1. การใช้บุคคลภายนอกในองค์การ ที่มีการบริหารที่แตกต่างไปจากที่เป็นอยู่เข้ามาร่วมในองค์การ ก่อให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้น ปลาได้น้ำใหม่ก็ตื่นตัว&lt;br /&gt;2. เพิ่มข้อมูลข่าวสารให้มากขึ้น เป็นการกระตุ้นให้เกิดความคิด&lt;br /&gt;3. เปลี่ยนโครงสร้างขององค์การ เปลี่ยนทีมงานใหม่ โยกย้ายพนักงานทำให้เกิดความรู้สึกใหม่ มีหน้าที่รับผิดชอบใหม่ เกิดการปรับตัวและปรับปรุงวิธีการทำงานใหม่ๆ&lt;br /&gt;4. ส่งเสริมให้มีการแข่งขัน โดยการเพิ่มโบนัส เพิ่มเงินเดือน ถ้ามีการแข่งขันมากจะทำให้เกิดความ ขัดแย้งมากขึ้น&lt;br /&gt;5. การเลือกผู้นำกลุ่มที่เหมาะสม เพราะผู้ร่วมงานอาจเฉื่อยชาเพราะผู้นำเผด็จการ ไม่ยอมรับทัศนะที่ ตนเองไม่เห็นด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การแก้ปัญหาหรือระงับความขัดแย้ง (Conflict Resolution or Supervision) เป็นการทำให้ความขัดแย้งสิ้นสุดลง อาจโดยให้ทุกฝ่ายตกลงกัน หรือให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดชนะไป วิธีการแก้ไขความขัดแย้งมี 3 วิธี ได้แก่ &lt;br /&gt;1.  วิธีชนะ-แพ้ (Win-Lose Method) คือ มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้สิ่งที่ต้องการเป็นฝ่ายชนะไป ส่วนอีกฝ่ายเป็นฝ่ายแพ้ เหตุของการแพ้อาจเกิดจากการใช้อำนาจหน้าที่ หรือการใช้เสียงข้างมากในการดำเนินการ เสียงข้างน้อยจึงแพ้ ซึ่งผู้แพ้อาจเกิดความรู้สึกสูญเสียและภาวะคับข้องใจเกิดขึ้น วิธีแบบนี้ประกอบด้วย วิธีย่อย ๆ คือ&lt;br /&gt;(1)วิธีการบังคับ (Forcing) โดยอีกฝ่ายหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกฝ่าย และไร้อำนาจของตนเองบังคับให้อีกฝ่ายยิน&lt;br /&gt;ยอมและยุติข้อขัดแย้ง ซึ่งวิธีนี้อาจนำไปสู่ความคิดแก้แค้น เพราะการแก้ไขแบบนี้มิใช่การแก้ที่สาเหตุของปัญหา จึงทำให้ปัญหายังคงอยู่&lt;br /&gt;(2)วิธีการทำให้สถานการณ์ของความขัดแย้งสงบลง (Smoothing) วิธีการแบบนี้มีลักษณะเป็นการเข้าไปทำให้&lt;br /&gt;สถานการณ์ของความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นให้สงบลงมา เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งขยายวงกว้างขวางมากขึ้น โดยการเข้าไปขอร้องให้ยุติความขัดแย้ง พยายามชักจูงคู่กรณีให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่มีความสำคัญเพียงพอ ที่จะต้องเสียเวลาไปกับมันทำให้สมาชิกของกลุ่มที่ ขัดแย้งกันเห็นถึงความสำคัญของการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและเห็นถึงผลเสียของการแตกแยกกัน วิธีการนี้ไม่ใช่เป็นการเข้าไปแก้ที่สาเหตุของปัญหา หากแต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ดังนั้น ปัญหายังจะดำรงอยู่ต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคคลหรือกลุ่มที่มีความรู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายแพ้ เพราะการที่พวกเขายอมยุติความขัดแย้ง อาจจะมาจากสาเหตุของการขอร้อง หรือเห็นแก่บุคคลอื่นก็ได้ ในสภาพเช่นนี้ความขัดแย้งที่ยุติลงไปนั้นจึงเป็นความสงบชั่วคราวเท่านั้น และความขัดแย้งพร้อมที่จะปะทุขึ้นมาอีกเมื่อไรก็ได้&lt;br /&gt;(3)วิธีการหลีกเลี่ยง (Avoiding) วิธีการแบบนี้มีลักษณะเป็นการที่ผู้บริหารไม่ สนใจที่จะเข้าไปเผชิญกับสถานการณ์&lt;br /&gt;ของความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้น อาจจะทำเป็นไม่รู้ว่ามีความ ขัดแย้งเกิดขึ้น เฉยเมยหรือไม่มีการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของผู้ใต้บังคับบัญชา หรือพยายามยืดเวลาโดยไม่ยอมตัดสินใจแก้ปัญหา เป็นต้น การใช้วิธีการแบบนี้ไม่สามารถก่อให้เกิดประสิทธิผลในการแก้ไขความขัดแย้งได้เลยเพราะการหลีกเลี่ยงแท้ที่จริงก็คือการไม่ยอมเข้าไปแก้ไขที่สาเหตุของปัญหานั่นเอง และที่ร้ายไปกว่านั้นหากผู้บริหารใช้วิธีการแบบนี้กับการเรียกร้องของผู้ใต้บังคับบัญชาแล้ว จะทำให้เกิดความรู้สึกกลายเป็นผู้แพ้ขึ้นมา เพราะข้อเสนอของพวกเขาไม่ได้รับความสนใจเลย สภาพเช่นนี้จะทำให้ความขัดแย้งยิ่งบานปลายและรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ และแทนที่ความขัดแย้งควรจะถูกลดลงมาให้กลายเป็นสภาวะที่สร้างสรรค์ กลับมีลักษณะเป็นการทำลายมากขึ้น&lt;br /&gt;2. วิธีแพ้ทั้งคู่ (Lose-Lose methods) หมายถึงว่า เป็นวิธีที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายที่เป็นคู่กรณีของความขัดแย้งนี้ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตนเองต้องการได้ทั้งหมด แต่อาจจะได้มาเป็นบางส่วนเท่านั้น ดังนั้น จึงเรียกว่าทั้งสองฝ่ายเป็นผู้แพ้ วิธีการแบบนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความคิดที่ว่า การได้มาบางส่วนดีกว่าไม่ได้เลย ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านเห็นว่าเป็นวิธีการแก้ไขความขัดแย้งที่ดีกว่าวิธีการที่ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชนะและอีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้แพ้ สำหรับวิธีการประการที่สองที่นิยมใช้กันนี้ ได้แก่ การประนีประนอม (Compromising) หรือบางครั้งอาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นการเจรจาต่อรอง (Bargaining) ซึ่งมีลักษณะเป็นการแก้ไขความขัดแย้งโดยการพบกันครึ่งทาง ซึ่งแต่ละฝ่ายจะไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตนเองต้องการได้ทั้งหมด ต้องมีการลดเป้าหมายของตนเองลงไปบ้าง วิธีการแบบนี้ก็มีจุดอ่อนในการนำมาใช้แก้ไขความขัดแย้งเช่นกัน เพราะไม่สามารถนำไปสู่การแก้ไขสาเหตุของความขัดแย้งได้อย่างแท้จริง อันเนื่องมาจากว่า เป้าหมายที่แท้จริงของคู่กรณียังไม่สามารถบรรลุได้ตามที่ต้องการนั่นเอง ดังนั้น ความขัดแย้งอาจจะยุติลงเพียงชั่วคราวเท่านั้น และที่ร้ายไปกว่านั้น วิธีการประนีประนอมจะไม่สามารถนำไปสู่การสร้างสรรค์ขึ้นมาได้เลย&lt;br /&gt;3. วิธีการที่ทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ชนะ (Win-Win methods) วิธีการนี้ คู่กรณีของความขัดแย้ง ประสบผลสำเร็จในการแก้ปัญหาร่วมกัน และทำให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ตามที่ทั้งสองฝ่ายต้องการ ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงเป็นผู้ชนะ สำหรับวิธีการที่นิยมใช้กันคือ การแก้ไขปัญหาร่วมกัน (Integrative problem solving) ซึ่งบางครั้งมีนักวิชาการเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การเผชิญหน้ากัน (Confrontation) วิธีการแบบนี้จะไม่มีการเข้าไปกำจัดความขัดแย้ง หรือประนีประนอมกันใด ๆ ทั้งสิ้น หากแต่เป็นการเปิดโอกาสให้คู่กรณีของความขัดแย้งเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวพวกเขาทั้งนี้เพื่อหาแนวทางแก้ไขที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจและยอมรับกันได้ ในการใช้วิธีการแบบนี้ผู้บริหารจะต้องทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหรือคู่กรณีของความขัดแย้งเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า สมาชิกภายในองค์กรทุกคนสามารถทำงานร่วมกันได้เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน &lt;br /&gt;การป้องกันความขัดแย้ง&lt;br /&gt;สามารถทำได้โดยการสร้างบรรยากาศให้คู่กรณีของความขัดแย้งสามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างเป็นอิสระ กล่าวคือ ใช้กลยุทธ์ ดังนี้&lt;br /&gt;1.กลยุทธ์การมีความเห็นสอดคล้อง โดยยึดหลักการหาวิธีการแก้ปัญหาที่จะเป็นที่ยอมรับร่วมกันจากทุกฝ่ายที่มีปัญหา มุ่ง&lt;br /&gt;ตอบสนองความต้องการของทั้ง 2 ฝ่าย ให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายที่มีความขัดแย้งกันต้องดำเนินการให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยมีหลักสำคัญคือ&lt;br /&gt;1.1ยอมรับแนวความคิดสมัยใหม่ที่ว่า ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่นำมาซึ่งการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง สร้างสรรค์&lt;br /&gt;สิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น และความขัดแย้งไม่ใช่สิ่งที่มาคุกคามหรือทำให้เกิดการต่อต้าน&lt;br /&gt;1.2มุ่งมองที่ตัวปัญหามากกว่าตัวบุคคล โดยพยายามค้นหาสาเหตุของปัญหาให้ได้ และเน้นการแก้ปัญหา หรือเอาชนะ&lt;br /&gt;ปัญหา มากกว่าเน้นเรื่องความต้องการ ความปรารถนาส่วนบุคคล&lt;br /&gt;1.3 มุ่งหาข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับปัญหาให้มากที่สุด ไม่กล่าวโจมตีว่าใครผิดหรือถูก&lt;br /&gt;1.4 มีความจริงใจ เปิดเผยและใจกว้างยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ไม่ยึดมั่นในความคิดของตนฝ่ายเดียว&lt;br /&gt;1.5 หลีกเลี่ยงการเน้นถึงความต้องการของตนโดยที่ความต้องการนั้นไปขัดความต้องการของผู้อื่น&lt;br /&gt;1.6 อาจต้องอาศัยบุคคลที่สามเข้ามาดำเนินการช่วยเหลือ และควรหลีกเลี่ยงการใช้เสียงข้างมากตัดสิน หรือใช้การแลกเปลี่ยนแบบ "หมูไปไก่มา" หรือ "ยื่นหมูยื่นแมว"&lt;br /&gt;2.กลยุทธ์การตัดสินใจแบบผสมผสาน วิธีการนี้เกี่ยวเนื่องจากผลสืบเนื่องของกระบวนการตัดสินใจ ซึ่งต้องอาศัยลำดับขั้น&lt;br /&gt;ตอนมากขึ้น เพราะต่างฝ่ายที่ขัดแย้งกันยังยึดหลักของวิธีการแก้ปัญหาบางประการของตนไว้ และแต่ละฝ่ายจะนำจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายของตนมารวมกัน และจึงจะนำไปสู่การหาวิธีการแก้ปัญหาโดยให้มีการยอมรับร่วมกัน องค์ประกอบของการตัดสินใจและผสมผสานมีดังนี้&lt;br /&gt;2.1 การทบทวนและการปรับตัวโดยเน้นทางด้านความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ด้านการรับรู้และด้านทัศนคติ&lt;br /&gt;2.2 ระบุปัญหาให้ชัดเจน&lt;br /&gt;2.3 การแสวงหาแนวทางการแก้ไข&lt;br /&gt;2.4 ตัดสินใจแบบให้มีความเห็นสอดคล้องกัน&lt;br /&gt;วิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน หรือแบบชนะทั้งคู่ (Win-Win Method) สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของความขัดแย้งได้อย่างแท้จริง เพราะมันเป็นวิธีการที่จะนำไปสู่การค้นหาแหล่งที่มาของปัญหา และสามารถกำหนดวิธีการแก้ไขได้อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งในท้ายที่สุดจะ ทำให้เกิดผลในทางสร้างสรรค์ต่อองค์การจากการศึกษา วิธีการแก้ไขความขัดแย้งที่มีลักษณะดังกล่าวมาข้างต้นนี้ จะเห็นว่าวิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เป็นเพียงวิธีการเดียวเท่านั้นที่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้อย่างแท้จริง และจากการศึกษาและวิจัยของนักวิชาการต่าง ๆ ก็ได้ ค้นพบและยืนยันให้เห็นว่า การใช้วิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกันนี้ จะทำให้สมาชิกในองค์กรเกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน ทำให้เกิดผลในทางสร้างสรรค์ต่อองค์กรหรือทำให้องค์กรเกิดประสิทธิผลขึ้นได้ และผู้บริหาร ที่ประสบ ผลสำเร็จส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้วิธีการแบบนี้ในการแก้ความขัดแย้ง (Lawrence , 1969: 69)&lt;br /&gt;.....................................................................&lt;br /&gt;เตรียมสัมมนาสอบภาค ก (พัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษา)&lt;br /&gt;วันที่ 21 - 22 กุมภาพันธ์ 2552  ที่จังหวัดสุรินทร์(เพื่อชาวอีสาน)&lt;br /&gt;วันที่ 7-8 มีนาคม 2552  ที่จังหวัดสงขลา (เพื่อชาวใต้)&lt;br /&gt;ท่านใดสนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดในบล็อกผอ.โจ้&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-8119076354273800091?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/8119076354273800091/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=8119076354273800091' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/8119076354273800091'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/8119076354273800091'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2009/02/blog-post.html' title='เตรียมสอบภาค ก เรื่องการบริหารความขัดแย้ง'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-6610439607123510407</id><published>2009-01-20T04:47:00.000-08:00</published><updated>2009-01-20T04:58:31.679-08:00</updated><title type='text'>ยุทธศาสตร์การบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก</title><content type='html'>&lt;span style="font-weight:bold;"&gt;ทำแบบทดลองสอบ พลวัต 42 ที่เวบครูคลับ ครับ และขอขอบคุณข้อมูลจากท่าน BonJoviQC.เรื่องยุทธศาสตร์การบริหารโรงเรียนขนาดเล็กของ สพฐ.&lt;br /&gt;&lt;hr&gt; &lt;/hr&gt;&lt;br /&gt;แผนยุทธศาสตร์โรงเรียนขนาดเล็ก (ปี ๒๕๕๑-๒๕๕๓) มีเป้าหมาย ดังนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระยะที่ ๑ (ตุลาคม ๒๕๕๐-กันยายน ๒๕๕๑) จะพัฒนาระบบวางแผน ระบบการเรียนการสอน และทำความตกลงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องมาตรฐาน หลักเกณฑ์ ระเบียบและแนวทางปฏิบัติ โดยจะนำร่องตามรูปแบบการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพใน ๑๗๕ สพท.(ยกเว้น กทม.) จำนวน ๘๐๐ โรง (สพท.ละ ๑-๓ ตำบล)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระยะที่ ๒ (ตุลาคม ๒๕๕๑-กันยายน ๒๕๕๒) จะนำร่องตามรูปแบบการพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพใน ๑๗๕ สพท.(ยกเว้น กทม.) จำนวน ๑,๗๕๐ โรง (สพท.ละ ๑๐ โรง) &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระยะที่ ๓ (ตุลาคม ๒๕๕๒-กันยายน ๒๕๕๓) จะขยายผลไปยัง ๑๗๕ สพท. ๆ ละ ๑ อำเภอ คาดว่าจะมีโรงเรียนขนาดเล็กเข้าร่วมโครงการ ๔,๐๐๐ โรง จากนั้นจะประมวลผลการดำเนินงาน เพื่อปรับยุทธศาสตร์และเสนอแผนดำเนินการสำหรับโรงเรียนที่เหลือเพื่อเสนอรัฐบาลต่อไป &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับยุทธศาสตร์การพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กจะประกอบด้วย ๔ ยุทธศาสตร์ ดังนี้ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุทธศาสตร์ที่ ๑ พัฒนาระบบวางแผนและการบริหารจัดการ &lt;br /&gt; &lt;br /&gt;ประกอบด้วยการพัฒนาระบบวางแผนการจัดตั้งและพัฒนาโรงเรียนในแต่ละ สพท. การพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ การพัฒนาระบบบริหารจัดการสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน และการสร้างแรงจูงใจแก่ผู้บริหารและครูในโรงเรียนขนาดเล็ก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุทธศาสตร์ที่ ๒ พัฒนาระบบการเรียนการสอนและการประกันคุณภาพ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประกอบด้วยการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก การพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอนการผลิตและใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการเรียนการสอนการนิเทศ ติดตาม กำกับ และการวิจัยและพัฒนาสื่อ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุทธศาสตร์ที่ ๓ เสริมสร้างความพร้อมและความเข้มแข็งของโรงเรียน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประกอบด้วยการจัดทำมาตรฐานโรงเรียนขนาดเล็ก การปรับปรุงและพัฒนาสถานที่เรียน สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การจัดอัตรากำลังครู การพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน การพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และสนับสนุนงบประมาณ วัสดุ ครุภัณฑ์ที่จำเป็น &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประกอบด้วย การพัฒนาคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน การสร้างและพัฒนาเครือข่ายผู้ปกครองให้เข้มแข็ง การส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม การเตรียมความพร้อมในการมีส่วนร่วมการจัดให้มีระบบและกลไกในการระดมทรัพยากร และการวิจัยและพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมที่เหมาะสม &lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-6610439607123510407?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/6610439607123510407/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=6610439607123510407' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/6610439607123510407'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/6610439607123510407'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2009/01/blog-post.html' title='ยุทธศาสตร์การบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-1104157477161529712</id><published>2009-01-12T06:52:00.000-08:00</published><updated>2009-01-12T07:00:15.528-08:00</updated><title type='text'>ลองทำพลวัต 41 ที่เวบครูคลับ...และเตรียมตัวสอบภาค ก</title><content type='html'>&lt;span style="color: rgb(153, 153, 0); font-weight: bold;"&gt;ทดลองทำพลวัต 41 ที่เวบครูคลับครับ  &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;--------------------------------------------------------&lt;br /&gt;&lt;meta equiv="CONTENT-TYPE" content="text/html; charset=utf-8"&gt;&lt;title&gt;&lt;/title&gt;&lt;meta name="GENERATOR" content="OpenOffice.org 3.0  (Win32)"&gt;&lt;style type="text/css"&gt; 	&lt;!-- 		@page { margin: 2cm } 		P { margin-bottom: 0.21cm } 	--&gt; 	&lt;/style&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;" align="center"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;แนวทางการเตรียมตัวสอบ ภาค ก &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;" align="center"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;งานวิชาการ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;1.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่มีในเนื้อหางานวิชาการ ซึ่งปัจจุบัน โรงเรียนนิติบุคคล อาจแบ่งกลุ่มบริหาร &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;4 &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;กลุ่มแตกต่างกันไม่มาก เช่น กลุ่มวิชาการ  กลุ่มบริหารทั่วไป  กลุ่มงบประมาณ และกลุ่มบริหารบุคคล&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt; &lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;กลุ่มวิชาการ ในโรงเรียน เมื่อรวบรวมกลุ่มงานจากหลักเกณฑ์การกระจายอำนาจตามกฎกระทรวงแล้ว สามารถรวบรวมได้ประมาณ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;13-16 &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;เรื่อง แล้วแต่โรงเรียนนั้นๆจะแบ่งเป็นกี่กลุ่มงาน ตัวอย่าง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;	&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;กลุ่มงานแนะแนว&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;	&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;กลุ่มงานทะเบียนและวัดผลประเมินผล&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;	&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;กลุ่มงานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;	&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;กลุ่มงานประกันคุณภาพการศึกษา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;	&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;กลุ่มงานพัฒนาสื่อและเทคโนโลยี&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;	&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;กลุ่มงานห้องสมุด&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;	&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;กลุ่มงานจัดการเรียนการสอน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;	&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;กลุ่มงานสารสนเทศวิชาการ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;	&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;กลุ่มงานนิเทศการศึกษา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;	&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;กลุ่มงานพัฒนากลุ่มสาระการเรียนรู้  ฯลฯ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;2.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;เมื่อรวบรวมเนื้อหาให้ได้ทั้งหมดในขอบข่ายของงานวิชาการแล้ว ควรอ่านทำความเข้าใจทุกเรื่องเท่าที่จะหาอ่านได้ ซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควร ทั้งนี้การปฏิบัติจริงๆในงานนั้นๆจะได้เปรียบ ยกตัวอย่าง กลุ่มงานห้องสมุด มีเนื้อหาที่ต้องทำความเข้าใจอะไรบ้างเมื่อท่านเป็นผู้บริหารโรงเรียน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;... &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ห้องสมุดมีชีวิตคืออะไร  กิจกรรมห้องสมุดจัดช่วงไหน  ห้องสมุดมีส่วนในการส่งเสริมการอ่านของนักเรียนอย่างไร  สนับสนุนงานวิชาการอย่างไรบ้าง เช่น เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้า  แหล่งเรียนรู้  รวมทั้งสารสนเทศของสื่อเทคโนโลยีที่มีในห้องสมุด&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;(&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ห้องสมุดเสียง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;,&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;Internet)&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;3.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ลักษณะการออกข้อสอบภาค ก ครั้งที่ผ่านมาที่เกี่ยวกับงานวิชาการ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;(&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;รวมถึงอีก &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;3 &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;งาน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;) &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ส่วนใหญ่ออกในลักษณะการวิเคราะห์ด้วยสมรรถนะในการจัดทำแผนงาน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;/&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;โครงการ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;/&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;กิจกรรม ที่เป็นเชิงนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยให้มีการวิเคราะห์งานที่ปฏิบัติจริงๆในโรงเรียน  แต่การวิเคราะห์งานดังกล่าวต้องอยู่ในขอบเขตและอิงกับปัจจัยดังนี้&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;	3.1  &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;พระราชบัญญัติฯ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;,&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;กฎ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;,&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ระเบียบ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;,&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ข้อบังคับ หรือนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;,&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งรับนโยบายมาเป็นทอดๆ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;(&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;โรงเรียนเป็นหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;) &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;มีการคิดนอกกรอบบ้าง  ข้อสอบลักษณะนี้ใช้กรอบดังกล่าวในการวิเคราะห์ วิธีการเตรียมสอบคือ ควรอ่านนโยบายจาก กระทรวงศึกษาธิการหรือสพฐ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;. &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ที่จัดทำเป็น โครงการ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;/&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;กิจกรรม ต่างๆ เช่น กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน  โรงเรียน &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;I see You   &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;โรงเรียนดีใกล้บ้าน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 11pt;font-size:85%;" &gt;   &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;รวมถึงกิจกรรมโครงการที่หน่วยเหนือร่วมกับเอกชนหรือหน่วยงานอื่นๆ เช่น  ไมโครซอร์ฟ  ฯลฯ ส่วนกฎ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;,&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ระเบียบ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;,&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ข้อบังคับ ต่างๆ ควรทำความเข้าใจบ้าง เช่น ระเบียบการวัดผล ประเมินผล ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;2551 ,&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;การจัดทำ ปพ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ทั้ง &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;9   &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ฝึกวิเคราะห์กว้างๆในมุมมองของผู้บริหารสถานศึกษา เช่น ปพ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ฉบับใด ไม่ต้องติดรูปนักเรียน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;? &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ผู้ใดเป็นคนมีอำนาจในการลงลายมือชื่อบ้าง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;...&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;นอกจากผู้บริหาร &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;? &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ปพ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;. &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ฉบับใดที่ต้องทำหนังสือขออนุญาตซื้อจากสำนักงานเขตพื้นที่ฯ และต้องไปซื้อที่ไหน  อย่างไร &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;?  &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;รวมถึงระเบียบการเขียน ปพ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;เมื่อจบการศึกษาภาคบังคับ  ขั้นพื้นฐาน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;...&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ฯลฯ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;	3.2 &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;สมรรถนะ ของผู้บริหารสถานศึกษา  การวิเคราะห์ในการทำข้อสอบครั้งที่ผ่านมามีสมรรถนะตามหลักสูตรสอบ เป็นกรอบในการคิด เช่น การทำงานเป็นทีม   วิสัยทัศน์  การพัฒนาบุคลากร  ฯลฯ ซึ่งการทำความเข้าใจกับทฤษฏี  หรือแนวคิด ตัวชี้วัด ของคำว่า “สมรรถนะ” จึงจะช่วยให้การวิเคราะห์ข้อสอบอยู่ในกรอบการคิดที่ไม่ออกนอกกรอบจนเกินไป  การทำความเข้าใจกับความหมายของสมรรถนะ  กับการมีสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นคนละเรื่อง&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;... &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ฯลฯ  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt; &lt;p style="margin-bottom: 0cm;"&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;4.&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ควรศึกษาค้นคว้า&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;/&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;อ่านแนวคิด&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;-&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ทฤษฎีตามหลักวิชาการและเนื้อหาของขอบข่ายงานวิชาการ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;(&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ตามข้อที่ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;1 )&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;ทุกเรื่องแล้ว  จะเห็นว่า เนื้อหากว้างขวางมาก บางเรื่องต้องรู้รายละเอียด เช่น กระบวนการในการทำวิจัย  การจัดทำรายงานคุณภาพการศึกษาตามระบบประกันคุณภาพการศึกษา ของสมศ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#31849b;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;. &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Tahoma;"&gt;&lt;span style="font-size: 16pt;font-size:130%;" &gt;แนวคิดในการนิเทศการศึกษาเมื่อท่านเป็นผู้บริหารสถานศึกษา รวมถึงการบริหารความขัดแย้งในเชิงทฤษฎี  รวมถึงทฤษฎีการบริหารซึ่งสามารถศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆได้ทั่วไป  &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-1104157477161529712?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/1104157477161529712/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=1104157477161529712' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/1104157477161529712'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/1104157477161529712'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2009/01/41.html' title='ลองทำพลวัต 41 ที่เวบครูคลับ...และเตรียมตัวสอบภาค ก'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-2796714059837351623</id><published>2008-12-30T16:50:00.000-08:00</published><updated>2009-01-05T07:13:15.504-08:00</updated><title type='text'>นโยบายการศึกษารัฐบาลอภิสิทธิ์ แถลงเมื่อ 30 ธันวาคม 2551</title><content type='html'>&lt;span style="color: rgb(153, 153, 153);"&gt;&lt;div&gt; &lt;/div&gt;นโยบายการศึกษา   &lt;/span&gt;&lt;br /&gt; &lt;span style="color: rgb(255, 204, 204);"&gt;3.1.1 ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โดยปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารจัดการ ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และระดมทรัพยากรเพื่อการปรับปรุงการบริหารจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา พัฒนาครู พัฒนาระบบการคัดเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัย พัฒนาหลักสูตร รวมทั้งปรับหลักสูตรวิชาแกนหลักรวมถึงวิชาประวัติศาสตร์ ปรับปรุงสื่อการเรียนการสอน พัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ ปรับบทบาทการศึกษานอกโรงเรียนเป็นสำนักงานการศึกษาตลอดชีวิต และจัดให้มีศูนย์การศึกษาตลอดชีวิตเพื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละ พื้นที่ ตลอดจนส่งเสริมการกระจายอำนาจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อ นำไปสู่เป้าหมายคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นคุณธรรมนำความรู้ อย่างแท้จริง &lt;/span&gt;&lt;br /&gt; &lt;span style="color: rgb(255, 204, 204);"&gt;3.1.2 ส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ โดยมุ่งเน้นในระดับอาชีวศึกษา และอุดมศึกษา เพื่อให้สนองตอบความต้องการด้านบุคลากรของภาคเศรษฐกิจ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt; &lt;span style="color: rgb(255, 204, 204);"&gt;3.1.3 พัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ได้ครูดี ครูเก่ง มีคุณธรรม มีคุณภาพ และมีวิทยฐานะสูงขึ้น ลดภาระงานครูที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนตามโครงการคืนครูให้นักเรียน มีการดูแลคุณภาพชีวิตของครูด้วยการปรับโครงสร้างหนี้และจัดตั้งกองทุนพัฒนา คุณภาพชีวิตครู ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่เน้นการพัฒนาเนื้อหาสาระและ บุคลากรให้พร้อมรองรับและใช้ประโยชน์จากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้อย่างคุ้ม ค่า &lt;/span&gt;&lt;br /&gt; &lt;span style="color: rgb(255, 204, 204);"&gt;3.1.4 จัดให้ทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการให้เกิดความเสมอภาคและความเป็น ธรรมในโอกาสทางการศึกษาแก่ประชากรในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทั้งผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ผู้บกพร่องทางร่างกายและสติปัญญา และชนต่างวัฒนธรรม รวมทั้งยกระดับการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กในชุมชน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt; &lt;span style="color: rgb(255, 204, 204);"&gt;3.1.5 ยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาไปสู่ความเป็นเลิศ โดยการจัดกลุ่มสถาบันการศึกษาตามศักยภาพ ปรับเงินเดือนค่าตอบแทนของผู้สำเร็จการศึกษาระดับอาชีวศึกษาให้สูงขึ้น โดยภาครัฐเป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างของการใช้ทักษะอาชีวศึกษาเป็นเกณฑ์กำหนด ค่าตอบแทนและความก้าวหน้าในงาน ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมด้วยการเพิ่มขีดความสามารถด้านการ วิจัยและพัฒนา &lt;/span&gt;&lt;br /&gt; &lt;span style="color: rgb(255, 204, 204);"&gt;3.1.6 ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ให้มีการประนอมและไกล่เกลี่ยหนี้ รวมทั้งขยายกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเพิ่มขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสใน การเข้าถึงการศึกษาระดับอาชีวศึกษาและปริญญาตรีเพิ่มขึ้น &lt;/span&gt;&lt;br /&gt; &lt;span style="color: rgb(255, 204, 204);"&gt;3.1.7 ส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงสร้างสรรค์อย่างชาญฉลาด เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้&lt;br /&gt;3.1.8 เร่งรัดการลงทุนด้านการศึกษาและการเรียนรู้อย่างบูรณาการในทุกระดับการศึกษา และในชุมชน โดยใช้พื้นที่และโรงเรียนเป็นฐานในการบูรณาการทุกมิติ และยึดเกณฑ์การประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา เป็นหลักในการยกระดับคุณภาพโรงเรียนที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และส่งเสริมความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาและ วิจัยพัฒนาในภูมิภาค รวมทั้งเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตในชุมชน โดยเชื่อมโยงบทบาทสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา และสถาบันทางศาสนา&lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(255, 204, 204);"&gt;..............................................................................................................................................&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 153, 0);"&gt;เชิญทดลองสอบชุดโต้ตอบ  พลวัต 40  รวมมิตรปีฉลู-วัวคะนอง   ในเวบครูคลับ ครับ &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-2796714059837351623?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/2796714059837351623/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=2796714059837351623' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/2796714059837351623'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/2796714059837351623'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/12/30-2551.html' title='นโยบายการศึกษารัฐบาลอภิสิทธิ์ แถลงเมื่อ 30 ธันวาคม 2551'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-2040071669285511533</id><published>2008-12-27T03:04:00.000-08:00</published><updated>2008-12-29T01:13:35.806-08:00</updated><title type='text'>เตรียมสอบภาค ก ครั้งที่ 2 ชมรมพัฒนาครูไทย ที่จังหวัดลพบุรี</title><content type='html'>&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 153, 0);"&gt;อบรมสัมมนาเพื่อเตรียมสอบ ภาค ก  ครั้งที่ 2 ที่จังหวัดลพบุรี  ในวันที่ 17 - 18 มกราคม  2552&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;  &lt;/span&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;1.การบริหารวิชาการ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;2.การบริหารทั่วไป&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;3.การบริหารงบประมาณ&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;4.การบริหารบุคคล&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;5. สมรรถนะ ผู้บริหารทั้ง 4 ด้าน &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;สนใจติดต่อ ผอ.โจ้ และ ผอ.ยุทธพงษ์ชัย(เ บอร์โ ทร ดูในเวบของทั้งสองท่านตามลิงค์ในเวบครูคลับครับ)&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;---------------------------------------------------------------------&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 153, 0);"&gt;สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสระบุรี เขต 1 และ เขต 2  รับสมัครสอบคัดเลือกผู้อำนวยการสถานศึกษาและรองผู้อำนวยการสถานศึกษ&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 153, 0);"&gt;า&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 204, 255);"&gt;เขต 1&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;  ประกาศรับสมัครวันที่ 5-9 มกราคม 2552  สอบวันที่ 17 มกราคม และประกาศผล 20 มกราคม 2552&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;           ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 8 ตำแหน่ง  ขึ้นบัญชี 1 ปี &lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(51, 204, 255);"&gt;เขต 2&lt;/span&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt; ประกาศรับสมัครวันที่ 12-16 มกราคม 2552 สอบวันที่ 31 มกราคม และประกาศผล 31 มกราคม 2552&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;           ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 9 ตำแหน่ง  รองผู้อำนวยการสถานศึกษา 13 ตำแหน่ง&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(153, 102, 51);"&gt;    เ ฉ พ า ะ เขต 2 ผู้ได้รับการคัดเลือกและผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งแล้ว  มีนโยบายสอบเสร็จและบรรจุแต่งตั้งทันที แ ละขึ้นบัญชีไว้ 2 ปี (แต่คาดว่าไม่ถึง 1 ปี จะหมดบัญชี)&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-2040071669285511533?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/2040071669285511533/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=2040071669285511533' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/2040071669285511533'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/2040071669285511533'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/12/2.html' title='เตรียมสอบภาค ก ครั้งที่ 2 ชมรมพัฒนาครูไทย ที่จังหวัดลพบุรี'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-4816052663196603384</id><published>2008-12-24T20:38:00.000-08:00</published><updated>2008-12-24T20:41:44.934-08:00</updated><title type='text'>รายชื่อผู้เข้าสอบคัดเลือกผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;color:#999900;"&gt;สอบวันที่ 10 มกราคม 2552 ที่โรงเรียนหอวัง กรุงเทพมหานคร &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#999900;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#999900;"&gt;ตามลิงค์ นี้ ครับ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.moe.go.th/webtcs/news51/exam2551.pdf"&gt;http://www.moe.go.th/webtcs/news51/exam2551.pdf&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;คัดเลือกไว้ 200 ท่าน อบรมแต่งตั้ง 18 ท่านแรก หลังจากนั้นอีก 4 ท่าน ขึ้นบัญชีไว้ 1 ปี&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-4816052663196603384?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/4816052663196603384/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=4816052663196603384' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/4816052663196603384'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/4816052663196603384'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/12/blog-post_24.html' title='รายชื่อผู้เข้าสอบคัดเลือกผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-2595430105612517365</id><published>2008-12-22T06:26:00.000-08:00</published><updated>2008-12-22T06:39:05.084-08:00</updated><title type='text'>เชิญทดลองสอบออนไลน์พลวัตในเวบครูคลับ</title><content type='html'>ข้อทดลองสอบออนไลน์พลวัต 38 มีทั้งหมด 31 ข้อใช้เวลาทำทั้งหมด 30 นาที แบบทดสอบจะแสดงสถิติผลการทำแบบทดสอบของท่าน &lt;div&gt;วิธีทำโดยละเอียด&lt;/div&gt;&lt;div&gt;1.ใส่ชื่อ(ชื่อจริงหรือชื่อเล่นหรือนามปากกา)ในช่อง Your name&lt;/div&gt;&lt;div&gt;2.เริ่มทำแบบทดสอบโดยคลิ๊กคำว่า Start Quiz&lt;/div&gt;&lt;div&gt;3.แบบทดสอบจะปรากฎขึ้นให้ท่านเลือกคำตอบที่ถูกเพียงข้อเดียวโดยคลิ๊กที่ปุ่มหน้าตัวเลือก&lt;/div&gt;&lt;div&gt;4.ถ้าตอบถูกจะปรากฎคำว่า Correct ตอบผิดจะปรากฎคำว่า    Incorect&lt;/div&gt;&lt;div&gt;5.เมื่อทำเสร็จจะปรากฎค่าสถิติต่างๆ  ของคะแนนท่าน หากท่านได้คะแนนตั้งแต่ร้อยละ 85 ขึ้นไปจะมีวุฒิบัตรปรากฏให้(ชมเล่นๆ)หรืออาจปริ๊นท์ไว้ดูก็ได้&lt;/div&gt;&lt;div&gt;6.ข้อสอบชุดนี้ถูกตั้งค่าให้ผ่านร้อยละ 65 เท่านั้น&lt;/div&gt;&lt;div&gt;7.หากต้องการกลับไปดูคะแนนตนเองคลิ๊กที่คำว่า Disscus หรือทำใ หม่ตรงคำว่า Tryagain&lt;/div&gt;&lt;div&gt;8.ท่านสามารถแสดงความคิดเห็นได้ครับตรง Comment เมื่อทำแบบทดสอบเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;........................เชิญครับ.................ในเวบไซท์ ครูคลับ เมนูทดลองสอบ&lt;/div&gt;&lt;div&gt;                    &lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-2595430105612517365?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/2595430105612517365/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=2595430105612517365' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/2595430105612517365'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/2595430105612517365'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/12/blog-post_22.html' title='เชิญทดลองสอบออนไลน์พลวัตในเวบครูคลับ'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-3075309417581061010</id><published>2008-12-17T01:12:00.000-08:00</published><updated>2008-12-17T01:18:04.260-08:00</updated><title type='text'>ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน</title><content type='html'>&lt;span style="color:#6666cc;"&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;1. ความมุ่งหมาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;          -  เพื่อให้นักเรียนมีระบบคุณภาพในการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนให้เป็นไปอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ       โดยมีฝ่ายกิจการนักเรียน  งานแนะแนว  งานส่งเสริมสุขภาพ  งานระเบียบวินัย  งานป้องกันสารเสพติด  งานระดับชั้นและมีทีมครูที่ปรึกษาที่มีความรู้ มีทักษะ เจตคติในการดูแลช่วยเหลือ  ส่งเสริมให้ผู้เรียนทุกคนมีทักษะชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่น อย่างมีความสุข สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542&lt;br /&gt;           -  เพื่อให้โรงเรียน  ผู้ปกครอง   หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  และชุมชน มีการทำงานร่วมกันโดยผ่านกระบวนการที่มีระบบ พร้อมด้วยเอกสารหลักฐานการปฏิบัติงาน  สามารถตรวจสอบติดตามและประเมินได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;2. ขอบข่าย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;          เป็นระบบที่เน้นกระบวนการ วิธีการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีขั้นตอน พร้อมด้วยเครื่องมือการทำงานที่ชัดเจน โดยมีฝ่ายกิจการนักเรียน  งานแนะแนว  งานส่งเสริมสุขภาพ  งานระเบียบวินัย  งานป้องกันสารเสพติด  งานระดับชั้นและคณะครูที่ปรึกษา เป็นบุคลากรหลักในการดำเนินการส่งเสริม ดูแลช่วยเหลือนักเรียนในด้านต่าง ๆ ภายในโรงเรียน และประสานความร่วมมือกับผู้ปกครอง และองค์กรภายนอก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;3. คำจำกัดความ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;          -  การดูแลช่วยเหลือ หมายถึง การส่งเสริม การป้องกันและการช่วยเหลือ แก้ไขปัญหา โดยวิธีการและเครื่องมือสำหรับครูที่ปรึกษา บุคลากรที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินงานพัฒนานักเรียน โดยเน้นให้นักเรียนเป็นคนดี คนเก่ง ปลอดภัยจากสารเสพติด และมีความสุขในการดำรงชีวิต&lt;br /&gt;          -  เกณฑ์การคัดกรอง เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้จากเครื่องมือและแหล่งข้อมูลต่าง ๆ มากำหนดร่วมกันเพื่อการตัดสินใจการส่งเสริม หรือให้การช่วยเหลือ&lt;br /&gt;          -  กลุ่มเสี่ยง / มีปัญหา  นักเรียนที่มีปัญหาด้านความสามารถ ด้านสุขภาพ ด้านครอบครัวและด้านอื่น ๆ ตามเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนด&lt;br /&gt;          -  การส่งต่อ การส่งนักเรียนที่มีปัญหา ที่ครูช่วยเหลือแล้ว นักเรียนไม่ดีขึ้น และยากต่อการช่วยเหลือ&lt;br /&gt;จึงดำเนินการส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่อไป&lt;br /&gt;         -  การส่งต่อภายใน ครูที่ปรึกษาส่งต่อไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องภายในโรงเรียน  โดยพิจารณาจากปัญหาของนักเรียน เช่น ครูแนะแนว   ครูพยาบาล   ครูโภชนาการ  ครูประจำวิชา หรือฝ่ายกิจการนักเรียน เป็นต้น&lt;br /&gt;            -  การส่งต่อภายนอก ผู้ที่เกี่ยวข้องภายในโรงเรียนดำเนินการส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ในกรณีที่นักเรียนมีปัญหา ยากต่อการช่วยเหลือ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;4. เอกสารหลักฐาน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;          - ระเบียนสะสม (ป.พ. 8)&lt;br /&gt;          - บันทึกการเยี่ยมบ้านนักเรียน&lt;br /&gt;          - แบบประเมินพฤติกรรมนักเรียน (SDQ)&lt;br /&gt;          - แบบสรุปผลการคัดกรองนักเรียน&lt;br /&gt;          - แบบบันทึกกิจกรรมโฮมรูม&lt;br /&gt;          - สรุปประเมินความพึงพอใจของนักเรียนในการรับการช่วยเหลือ&lt;br /&gt;          - สรุปประเมินความพึงพอใจของผู้ปกครองในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน&lt;br /&gt;             และการจัดกิจกรรมประชุมผู้ปกครองชั้นเรียน(Classroom  meeting)&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;5.สรุปขั้นตอนการดูแลช่วยเหลือนักเรียน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;          5.1 การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยการเยี่ยมบ้านนักเรียน และสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล&lt;br /&gt;          5.2 การคัดกรองนักเรียน โดยคัดกรองนักเรียน 2 ประเภท คือนักเรียนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มปกติ โดยจัดทำแบบประเมินนักเรียน(SDQ) 3 ฉบับ ฉบับนักเรียน ฉบับผู้ปกครองและฉบับครู&lt;br /&gt;          5.3 การส่งเสริมนักเรียน จัดกิจกรรมต่างๆเพื่อให้ความรู้และส่งเสริมทักษะให้กับนักเรียน โดยกำหนดเป็นแผนกิจกรรมประจำปีและให้นักเรียนเป็นผู้ดำเนินการ มีครูเป็นที่ปรึกษา&lt;br /&gt;          5.4 ป้องกันและแก้ไขปัญหา โรงเรียนกำหนดมาตรการเฝ้าระวัง กำหนดระเบียบ การให้คะแนนความประพฤติ เชิญวิทยากรภายนอกให้ความรู้ จัดบุคลากรสอดส่องตามชุมชน การตรวจสุขภาพ&lt;br /&gt;          5.5 การส่งต่อ เฉพาะนักเรียนที่มีปัญหาด้านพฤติกรรมทั้งการส่งต่อภายในโรงเรียนและนอกโรงเรียน เช่นผู้เชี่ยวชาญ  ร่วมมือกับผู้ปกครอง ติดตามอย่างใกล้ชิดจนแก้ปัญหาได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;6.ทีมระดับโรงเรียน&lt;/span&gt;    &lt;br /&gt;                   ทีมนำ คือ ผู้อำนวยการ,รองผู้อำนวยการโรงเรียน&lt;br /&gt;                   ทีมประสาน คือ หัวหน้าคณะ  หัวหน้าระดับ   หัวหน้างานที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;                   ทีมทำ  คือ ครูประจำชั้น  ครูที่ปรึกษา&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6600cc;"&gt;7.ปัจจัยเอื้อ(Enable)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;                   7.1 ความตระหนักของครู&lt;br /&gt;                   7.2 การสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานร่วมกัน&lt;br /&gt;                   7.3 ความศรัทธาของผู้ปกครองที่มีต่อโรงเรียน&lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-3075309417581061010?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/3075309417581061010/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=3075309417581061010' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/3075309417581061010'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/3075309417581061010'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/12/blog-post_2903.html' title='ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-4180854602462005513</id><published>2008-12-17T01:04:00.000-08:00</published><updated>2008-12-17T01:11:46.316-08:00</updated><title type='text'>ทิศทางนโยบายการศึกษารัฐบาลอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ</title><content type='html'>&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;เด็กไทยทุกคนจะได้เรียนฟรีจริงตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยม 6 อย่างมีคุณภาพ&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;วิธีปฏิบัติ&lt;/span&gt; 1. จัดสรรงบประมาณให้จังหวัด/โรงเรียน เพื่อทำการจัดซื้อตามงบประมาณต่อหน่วยที่กำหนด ให้สามารถจัดซื้อและมอบให้นักเรียนได้เมื่อเปิดเทอมการศึกษาใหม่ของปี &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;1.1 นม 6 บาท/กล่อง จำนวน 230 วัน (ในช่วงปิดเทอม 30 วัน) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;1.2 อาหารกลางวัน 400 บาท/คน จำนวน 200 วัน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;1.3 เครื่องแบบนักเรียนคนละ 2 ชุด/ปี - ประถมชุดละ 180 บาท - มัธยมต้นชุดละ 225 บาท - มัธยมปลายชุดละ 250 บาท &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;1.4 ตำราเรียนฟรี (ระบบยืมเรียนสำหรับตำราและให้ฟรีสำหรับแบบฝึกหัด) - ประถม 300 บาท/คน/ปี - มัธยมต้น 325 บาท/คน/ปี - มัธยมปลาย 375 บาท/คน/ปี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;     2.ออกข้อบังคับห้ามโรงเรียนเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากนักเรียนและแจ้งให้ผู้ปกครองทราบถึงนโยบายเรียนฟรีจริง  เมื่อจบการศึกษาแล้วต้องทำงานเป็น สร้างงานได้ มีงานทำ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;วิธีปฏิบัติ&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;2.1ร่วมกับภาคเอกชนปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับตลาดงานจริง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;2.2จัดให้มีการฝึกงานภาคฤดูร้อน เพื่อการพัฒนาทักษะและทัศนคติของนักศึกษาให้พร้อมทำงาน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;2.3 โรงเรียน/มหาวิทยาลัย จัดตั้งหน่วยงานช่วยจัดหางานให้แก่นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาและให้ถือการมี งานทำเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของการศึกษาไม่ใช่เพียงการเรียนสำเร็จตาม หลักสูตรและได้รับวุฒิบัตรหรือปริญญาบัตร 4.จัดระบบการทดสอบระดับ ฝีมือ/ทักษะ ด้านอาชีวศึกษาให้กระจายทั่วประเทศ เพื่อออกประกาศนียบัตรรับรองระดับฝีมือ/ทักษะ เพื่อเป็นฐานการกำหนดค่าตอบแทน งบประมาณ ใช้งบประมาณที่ได้รับจัดสรรปกติ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;ที่มา-หนังสือพิมพ์มติชน  วันที่ 17 ธันวาคม 2551 &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-4180854602462005513?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/4180854602462005513/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=4180854602462005513' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/4180854602462005513'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/4180854602462005513'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/12/blog-post_17.html' title='ทิศทางนโยบายการศึกษารัฐบาลอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-5648281723302283948</id><published>2008-12-15T06:14:00.000-08:00</published><updated>2008-12-15T06:26:44.935-08:00</updated><title type='text'>ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหาร</title><content type='html'>&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;                                      &lt;span style="color:#999900;"&gt;เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหาร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข่าวสารที่ได้จากการนำ ข้อมูลดิบ (raw data) มาคำนวณทางสถิติหรือประมวลผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งข่าวสารที่ได้ออกมานั้นจะอยู่ในรูปที่สามารถนำไปใช้งานได้ทันที&lt;br /&gt;ในส่วนของ เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หมายถึงกระบวนการต่างๆ และระบบงานที่ช่วยให้ได้สารสนเทศที่ต้องการโดยจะรวมถึง&lt;br /&gt;1.       เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องใช้สำนักงาน อุปกรณ์คมนาคมต่างๆ รวมทั้งซอฟต์แวร์ทั้งระบบสำเร็จรูปและพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะด้าน&lt;br /&gt;2.       กระบวนการในการนำอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ข้างต้นมาใช้งาน รวบรวมข้อมูล จัดเก็บประมวลผล และแสดงผลลัพธ์เป็นสารสนเทศในรูปแบบต่างๆ ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป เทคโนโลยีของระบบ&lt;span style="color:#999900;"&gt;สารสนเทศในปัจจุบัน ประกอบด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;§  ระบบประมวลผลข้อมูล (DP: Data Processing System)&lt;br /&gt;§  ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (MIS: Management Information System)&lt;br /&gt;§  ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (DSS: Decision Support System)&lt;br /&gt;§  ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง (EIS: Executive Information System)&lt;br /&gt;§  ระบบผู้เชี่ยวชาญ (ES: Expert Systems)&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;สารสนเทศกับการตัดสินใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ในองค์การต่าง ๆ นั้น สามารถแบ่งการทำงานได้เป็น 4 ระดับด้วยกันคือ ระดับวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว (strategic planning) ระดับวางแผนการบริหาร (tactical planning) ระดับวางแผนปฏิบัตการ (operation planning) และ ระดับผู้ปฏิบัติการ (clerical) โดยใน 3 ระดับแรกนั้นจะจัดอยู่ใน ระดับบริหาร (Management) และระดับสุดท้ายจัดอยู่ใน ระดับปฏฺบัติการ (Operation)&lt;br /&gt;ระบบสารสนเทศจะทำการเก็บรวมรวบข้อมูลจากระดับปฏิบัติการ และทำการประมวลผลเพื่อให้สารสนเทศกับบุคลากรในระดับต่าง ๆ ซึ่งในแต่ละระดับนั้นจะใช้ลักษณะและปริมาณของสารสนเทศที่แตกต่างไป บุคลากรในแต่ละระดับจะเกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศดังนี้&lt;br /&gt;o    &lt;span style="color:#999900;"&gt;ระดับปฏิบัติการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;บุคลากรในระดับนี้เกี่ยวข้องอยู่กับงานที่ทำซ้ำ ๆ กัน และจะเน้นไปที่การจัดการรายการประจำวัน นั้นคือบุคลากรในระดับนี้เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศในฐานะผู้จัดหาข้อมูลเข้าสู่ระบบ ตัวอย่างเช่น เจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลการสั่งซื้อของลูกค้าเข้าสู่คอมพิวเตอร์ในระบบสารสนเทศเพื่อการขาย หรือตัวแทนการจองตั๋วและขายตั๋วในระบบจองตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น&lt;br /&gt;o    &lt;span style="color:#999900;"&gt;ระดับวางแผนปฏิบัติการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;บุคคลในระดับนี้ จะเป็นผู้บริหารขั้นต้นที่ทำหน้าที่ควบคุมการปฏิงานประจำวัน และการวางแผนปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาสั้น ๆ เช่น แผนงานประจำวัน ประจำสัปดาห์ หรือประจำไตรมาส ข้อมูลที่ผู้บริหารระดับนี้ต้องการส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับผลการปฏิบัติในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ผู้จัดการแนกจายตรงอาจต้องการรายงานสรุปผลการขายประจำไตรมาสของพนักงานขาย เพื่อประเมินผลของพนักงานขายแต่ละคน เป็นต้น&lt;br /&gt;o    &lt;span style="color:#999900;"&gt;ระดับวางแผนการบริหาร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;บุคลากรในระดับนี้ จะเป็นผู้บริหารระดับกลาง ซึ่งทำหนาที่วางแผนให้บรรลุเป้าหมายต่างๆ เพื่อให้องค์กรประสบความสำเร็จตามแผนงานระยะยาวตามที่กำหนดโดยผู้บริหารระดับสูง มักจะเป็นสารสนเทศตามคาบเวลาซึ่งมีระยะเวลานานกว่าผู้บริหารขั้นต้น และจะเป็นสารสนเทศที่รวบรวมข้อมูลทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร เช่น ของคู่แข่งหรือของตลาดโดยรวม เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้บริหารระดับนี้ยังต้องการระบบที่ให้รายงานการวิเคราะห์แบบ ถ้า-แล้ว (What - IF) นั่นคือสามารถทดสอบได้ว่าหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว ตัวเลขหรือสารสนเทศต่างๆ จะเปลี่ยนเป็นเช่นไร เพื่อให้จำลองสถานการณ์ต่างๆที่ต้องการได้ ตัวอย่างเช่น ผู้จัดการฝ่ายขายอาจต้องการทาบผลการขายประจำปีของบริษัทเทียบคู่แข่งต่าง ๆ รวมทั้งอาจต้องการทดสอบว่าถ้าเพิ่มหรือลดลงโฆษณาในสื่อต่าง ๆ จะมีผลกระทบต่อยอดขายอย่างไรบ้าง&lt;br /&gt;o    &lt;span style="color:#999900;"&gt;ระดับวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ผู้บริหารระดับนี้จะเป็นระดับสูงสุด ซึ่งเน้นในเรื่องเป้าประสงค์ขององค์กร ระบบสารสนเทศที่ต้องการจะเน้นที่รายงานสรุป รายงานแบบ What-if และการวิเคราะห์แนวโน้มต่างๆ (trand analysis) ตัวอย่างเช่น ประธานบริษัทอาจต้องการรายงานที่แสดงแนวโน้มการขายในอีก 4 ปีข้างหน้าของผลิตภัณฑ์ 3 ชนิดของบริษัท เพื่อดูแนวโน้มในการเติบโตของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ว่า ผลิตภัณฑ์ใดจะมีแนวโน้มที่มีกว่า หรือผลิตภัณฑ์ใดที่อาจสร้างปัญหาให้บริษัทได้ เป็นต้น &lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;ระบบประมวลผลข้อมูล&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ffcc00;"&gt;ระบบประมวลผลข้อมูล (Data processing System หรือ DP)&lt;/span&gt; หรือบางครั้งเรียกว่า ระบบประมวลผลรายการประจำ (Transaction Processing System หรือ TPS) หรือระบบประมวลผลข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Data Processing หรือ EDP) เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดข้อมูลขั้นพื้นฐาน โดยเน้นที่การประมวลผลรายการประจำวัน (transaction) และการเก็บรักษาข้อมูล&lt;br /&gt;ระบบประมวลผลข้อมูลมักจะทำงานอยู่เฉพาะส่งนหนึ่งส่วนใดของธุรกิจเท่านั้น เช่นฝ่ายการเงินและบัญชี ฝ่ายผลิต ฝ่ายการตลาด เป็นต้น โดยแต่ละฝ่ายจะมีการประมวลผลที่แยกจากกัน ข้อมูลจะถูกป้อนและจัดเก็บอยู่ในรูปของไฟล์ และไฟล์ต่างๆ จะถูกแก้ไขระหว่างการประมวลผลรายการประจำวัน จากนั้นผลลัพธ์จะถูกแสดงออกมาตามคาบเวลาที่กำหนด เช่น ใบส่งของ หรือรายงานประจำเดือน เป็นต้น &lt;br /&gt;ระบบประมวลผลข้อมูลมักจะถูกใช้งานได้ถึงระดับของผู้บริหารระดับปฎิบัติการ (operational management) เท่านั้น เนื่องจากระบบชนิดนี้จะไม่ยืดหยุ่น และไม่สามารถสนองความต้องการข้อมูลหรือสารสนเทศที่ไม่ได้จัดเเก็บอยู่ในระบบได้ อย่างไรก็ดี ข้อมูลในระบบประมวลผลข้อมูลจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับนำไปประมวลผลในระบบระดับสูงอื่นๆ ซึ่งมีความยืดหยุ่นพอที่จะให้สารสนเทศเพื่อช่วยให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจในสภาวะแวดล้อมที่มักมีการเปลี่ยนแปลงได้ นั่นคือ ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (Management Information System)&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffcc00;"&gt;สารสนเทศเพื่อการบริหาร (Management Information System)หรือ MIS&lt;/span&gt; คือระบบบริหารที่ให้สารสนเทศที่ผู้บริหารต้องการ เพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะรวมทั้งสารสนเทศจากภายในและภายนอก สารสนเทศที่เกี่ยวพันกับองค์กรในอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งที่คาดว่าจะเป็นอนาคต นอกจากนี้ระบบเอ็มไฟเอสจะต้องให้สารสนเทศภายในช่วงเวลาที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้บริหารสามารถตัดสินใจในการวางแผนการควบคุม และการปฏิบัติการขององค์กรได้อย่างถูกต้อง แม้ว่าผู้บริหารที่ได้รับประโยชน์จากระบบเอ็มไอเอสสูงสุดคือผู้บริหารระดับกลาง แต่โดยพื้นฐานของระบบเอ็มไอเอสแล้ว จะเป็นระบบที่สามารถสนับสนุนข้อมูลให้ผู้บริหารทั้ง 3 ระดับ คือทั้งผู้บริหารระดับต้น ผู้บริหารระดับกลาง และผู้บริหารระดับสูง โดยระบบเอ็มไอเอสจะให้รายงานที่สรุปสารสนเทศซึ่งรวบรวมจากฐานข้อมูลทั้งหมดของบริษัท จุดประสงค์ของรายงานจะเน้นให้ผู้บริหารสามารถมองเห็นแนวโน้มและภาพรวมขององค์กรในปัจจุบัน รวมทั้งสามารถควบคุมและตรวจสอบผลงานของระดับปฏิบัติการด้วย อย่างไรก็ดี ขอบเขตของรายงานจะขึ้นอยู่กับลักษณะของสารสนเทศและจุดประสงค์ในการใช้งาน โดยอาจมีรายงานที่ออกทุกคาบระยะเวลา รายงาตตามต้องการ หรือรายงานตามสภาวการณ์หรือเหตุปกติ ตัวอย่างรายงานที่ออกโดยระบบ MIS เช่น การวิเคราะห์การขายแยกตามพื้นที่ การวิเคราะห์ต้นทุน งบประมาณประจำปี การวิเคราะห์การลงทุน และตารางการผลิต เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;คุณสมบัติของระบบเอ็มไอเอส&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ลักษณะระบบของเอ็มไอเอสที่ดีสามารถสรุปได้ดังนี้&lt;br /&gt;§  ระบบเอ็มไอเอส จะสนับสนุนการทำงานของระบบประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลรายวัน&lt;br /&gt;§  ระบบเอ็มไอเอส จะใช้ฐานข้อมูลที่ถูกรวมเข้าด้วยกัน และสนับสนุนการทำงานของฝ่ายต่างๆ ในองค์กร&lt;br /&gt;§  ระบบเอ็มไอเอส จะช่วยให้ผู้บรหารระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง เรียกใช้ข้อมูลที่เป็นโครงสร้างได้ตามเวลาที่ต้องการ&lt;br /&gt;§  ระบบเอ็มไอเอส จะมีความยืดหยุ่น และสามารถรองรับความต้องการข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไปขององค์กร&lt;br /&gt;§  ระบบเอ็มไอเอส ต้องมีระบบรักษาความลับของข้อมูล และกำจัดการใช้งานของบุคคลเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;ความแตกต่างของเอ็มไอเอสและ ดีพี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;§  การใช้ระบบฐานข้อมูลร่วมกันของเอ็มไอเอส แทนการใช้ระบบแฟ้มข้อมูลแบบแยกกันของระบบดีพี ทำให้มีความยืดหยุ่นพอที่จะให้สารสนเทศที่ผู้บริหารต้องการ&lt;br /&gt;§  ระบบเอ็มไอเอสจะรวบรวมเก็บข้อมูลจากฝ่ายทำงานต่างๆ ขณะที่ระบบดีพีมีการใช้งานแยกจากกันในแต่ละฝ่าย&lt;br /&gt;§  ระบบเอ็มไอเอส จะให้สารสนเทศสำหรับผู้บริหารทุกระดับ ในขณะที่ระบบดีพีจะให้ระดับปฏิบัติการเท่านั้น&lt;br /&gt;§  สารสนเทศที่ผู้บริหารต้องการ ส่วนมากจะได้รับการตอบสนองทันทีจากระบบเอ็มไอเอส ในขณะที่ระบบดีพีจะต้องรอให้ถึงเวลาสรุป (จากรายงาน)&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;ระบบการสนับสนุนการตัดสินใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffcc00;"&gt;ระบบการตัดสินใจ ( Decision Support Systems)หรือ DSS&lt;/span&gt; เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นจากระบบอ็มไอเอสอีกระบบหนึ่ง เนื่องจากผู้ที่มีหน้าที่ในการตัดสินใจจะสามารถใช้ประสบการณ์หรือใช้ข้อมูลที่มีอยู่แล้วในระบบเอ็มไอเอสของระบริษัท สำหรับการตักสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพในงานปกติ แต่บ่อยครั้งที่ผู้ตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารระดับวางแผนบริหารและวางแผนยุทธศาสตร์ และเผชิญกับการตัดสินใจที่ประกอบด้วยปัจจัยที่ซับซ้อนเกินกว่าความสามารถของมนุษย์ที่จะประมวลผลเข้าด้วยกันได้อย่างถูกต้อง จึงทำให้เกิดการสนับสนุนการตัดสินใจ ซึ่งเป็นระบบที่สนับสนุนความต้องการเฉพาะของผู้บริหารแต่ละคน (made by order)&lt;br /&gt;ในหลาย ๆ สถานะการณ์ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจมีหน้าที่ช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปได้อย่างสะดวก โดยอาจจะช่วยผู้ตัดสินใจในการเลือกทางเลือก หรืออาจมีการจัดอันดับให้ทางเลือกต่าง ๆ ตามวิธีที่ผู้ตัดสินใจจะเป็นระบบสารสนเทศแบบโต้ตอบได้ ซึ่งจะใช้ชุดเครื่องมือที่ประกอบขึ้นจากทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เพื่อช่วยให้ผู้ตัดสินใจสามารถใช้งานได้ง่ายที่สุด เช่น การแสดงกราฟฟิกแบบต่าง ๆ หรือใช้ระบบจัดการฐานข้อมูล (Data Base) เป็นต้น&lt;br /&gt;นอกจากนี้ ยังมีการใช้โมเดลการวางแผนการทำนาย รวมทั้งการใช้ภาษาในการซักถามที่ใกล้เคียงกับภาษามนุษย์ หรือแม้แต่ระบบปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้บริหารสามารถเรียกใช้สารสนเทศที่ต้องการได้ โดยไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเลย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;คุณสมบัติของระบบดีเอสเอส&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;ลักษณะของระบบดีเอสเอสที่ดีสามารถสรุปได้ดังนี้&lt;br /&gt;§  ระบบดีเอสเอสจะต้องช่วยผู้บริหารในกระบวนการตัดสินใจ&lt;br /&gt;§  ระบบดีเอสเอสจะถูกออกแบบมาสามารถเรียกใช้ทั้งข้อมูลแบบกึ่งโครงสร้างและแบบไม่มีโครงสร้างแน่นอนได้&lt;br /&gt;§  ระบบดีเอสเอสจะต้องสามารถสนับสนุนผู้ตัดสินใจได้ทุกระดับแต่จะเน้นที่ระดับวางแผนบริหารและวางแผนยุทธสาสตร์&lt;br /&gt;§  ระบบดีเอสเอสจะมีรูปแบบการใช้งานเอนกประสงค์ มีความสามารถในการจำลองสถานการณ์ และมีเครื่องมือในการวิเคราห์สำหรับช่วยเหลือผู้ทำการตัดสินใจ&lt;br /&gt;§  ระบบดีเอสเอสจะต้องมีระบบโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ สามารถใช้งานได้ง่าย ผู้บริหารต้องสามารถใช้งานโดยพึ่งความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญน้อยที่สุดหรือไม่ต้องพึ่งเลย&lt;br /&gt;§  ระบบดีเอสเอสสามารถปรับตัวให้เข้ากับข่าวสารในสภาพการณ์ต่างๆ&lt;br /&gt;§  ระบบดีเอสเอสต้องมีระบบกลไกช่วยให้สามารถเรียกใช้ข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;§  ระบบดีเอสเอสต้องสามารถติดต่อกับฐานข้อมูลองค์กรได้&lt;br /&gt;§  ระบบดีเอสเอสต้องทำโดยไม่ขึ้นกับระบบทำงานตามตารางเวลาขององค์กร&lt;br /&gt;§  ระบบดีเอสเอสต้องมีความยืดหยุ่นพอที่จะรองรับรูปแบบการบริหารต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;ความแตกต่างของระบบดีเอสเอสและเอ็มไอเอส&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;§  ระบบเอ็มไอเอส จะถูกออกแบบเพื่อจัดการเฉพะกับผู้ที่มีปัญหาที่มีโครงสร้างเท่านั้น ในขณะที่ระบบดีเอสเอถูกออกแบบให้สามารถจัดการกับปัญหาแบบกึ่งมีโครงสร้าง หรือแบบไม่มีโครงสร้างแน่นอน&lt;br /&gt;§  ระบบเอ็มไอเอส จะถูกออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนงานที่แน่นอน เช่น ระบบบัญชี การควบคุมสินค้าคงคลัง&lt;br /&gt;§  ระบบเอ็มไอเอสจะให้รายงานหรือสารสนเทศที่สรุปออกมากับผู้ใช้ ในขณะที่ระบบดีเอสเอสจะโต้ตอบโดยทันที&lt;br /&gt;§  ในระบบไอเอ็มเอส ผู้ใช้ไม่สามารถขอให้ระบบสนับสนุนสารสนเทศสำหรับการตัดสินใจที่ต้องการเป็นการเฉพาะ หรือในรูปแบบที่เฉพาะตัว แต่ในระบบดีเอสเอส ผู้ใช้สามารถกำหนดได้เอง&lt;br /&gt;§  ระบบเอ็มไอเอศจะให้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์สูงกับผู้บริหารระดับกลาง ในขณะที่ระบบดีเอสเอสจะให้สารสนเทศที่เหมาะกับทั้งผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffcc00;"&gt;ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารระดับสูง (Executive Information Systems )หรือ EIS&lt;/span&gt; เป็นระบบที่สร้างขึ้น เพื่อสนับสนุนสารสนเทศและการตัดสินใจสำหรับผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะ หรือสามารถกล่าวได้ว่าระบบอีไอเอสคือส่วนหนึ่งของระบบดีเอสเอสที่แยกออกมา เพื่อเน้นในการให้สารสนเทศที่สำคัญต่อการบริหารแก่ผู้บริหารระดับสูงสุด&lt;br /&gt;ระบบอีไอเอสจะใช้ข้อมูลจากทั้งภายในภายนอกองค์กร (เช่น รายงานจากหน่วยงานของรัฐบาล หรือข้อมูลประชากร) นำมาสรุปอยู่ในรูปแบบที่สามารถตรวจสอบ และใช้ในการตัดสินใจโดยผู้บริหารได้ง่าย นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้บริหารดูในรายละเอียดที่ต้องกรในจุดต่างๆได้อีกด้วย&lt;br /&gt;ตัวอย่างของระบบอีไอเอส เช่น รายงานเกี่ยวกับการเงินและสถานะภาพทางธุรกิจของบริษัทรวมทั้งอัตราส่วนสินทรัพย์ต่อหนี้สิน หรือจำนวนลูกค้าเฉลี่ยต่อนาทีที่ใช้บริการสนับสนุนหลังการขายทางโทรศัพท์เป็นต้น โดยระบบอาจแสดงลูกศรเพื่อให้ทราบว่าอัตราส่วนดีขึ้น เท่าเดิมหรือแย่ลง รวมทั้งข้อมูลที่แสดงอาจใช้สีในการแสดงสถานการณ์ต่างๆก็ได้ ซึ่งลูกศรหรือสีจะช่วยให้ผู้บริหารทราบถึงแนวโน้มได้อย่างรวดเร็ว ระบบอีไอเอสจะถูกออกแบบให้แสดงสารสนเทศขององค์กรโดยสรุป แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถดูลึกเข้าไปถึงรายละเอียดที่ต้องการได้ โดยการเลือกหัวข้อที่สนใจและสั่งให้ระบบแสดงข้อมูลในส่วนนั้นเพิ่มเติม&lt;br /&gt;ให้สารสนเทศสรุปของบริษัทในเวลาที่ต้องการยากต่อการประเมินผลประโยชน์ที่ได้จากระบบ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;ความแตกต่างของระบบอีไอเอส และดีเอสเอส&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;§  ระบบดีเอสเอสถูกออกแบบเพื่อให้สารสนเทศที่สนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูง แต่ระบบอีไอเอสจะเน้นการให้สารสนเทศสำหรับผู้บริหารระดับสูงโดยเฉพาะ&lt;br /&gt;§  ระบบดีเอสเอสจะมีส่วนของการใช้งานที่ใช้ไม่ง่ายเท่ากับระบบอีไอเอส เนื่องจากระบบอีไอเอสเน้นให้ผู้บริหารระดับสูงสุดใช้นั่นเอง&lt;br /&gt;§  ระบบอีไอเอสสามารถสร้างขึ้นมาบนระบบดีเอสเอส เสมือนเป็นระบบซึ่งช่วยให้สอบถามและใช้งานข้อมูลได้สะดวกขึ้น ซึ่งระบบอีไอเอสจะส่งต่อการสอบถามนั้นไปยังระบบดีเอสเอส และทำการสรุปข้อมูลที่ระบบดีเอสเอสส่งมาให้อยู่ในรูปที่ผู้บริหารสามารเข้าใจได้ง่าย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ระบบผู้เชี่ยวชาญมีส่วนที่คล้ายคลึงกับระบบอื่นๆ คือเป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ช่วยผู้บริหารแก้ไขปัญหาหรือทำการตัดสินได้ดีขึ้น ระบบผู้เชี่ยวชาญจะแตกต่างกับระบบอื่นอยู่มาก จะเกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ (knowledge) มากกว่าสารสนเทศ และถูกออกแบบให้ช่วยในการตัดสินใจโดยใช้วิธีเดี่ยวกับผู้เชี่ยวชาญที่มนุษย์เป็น โดยใช้หลักการทำงานด้วยระบบ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)&lt;br /&gt;ระบบผู้เชี่ยวชาญจะทำการโต้ตอบกับมนุษย์ โดยมีการถามข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อความกระจ่างให้ข้อแนะนำ และช่วยเหลือในการตัดสินใจ นั่นคือทำงานคล้ายกับเป็นมนุษย์ผู้เชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหานั้น เนื่องจากระบบนี้คือการจำลองความรู้ของผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ มานั่นเอง โดยผู้เชี่ยวชาญในที่นี้อาจเป็นได้ทั้งผู้เชี่ยวชาญในการบริหาร ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องภาษี ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องยา หรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในการทำอาหารก็ตาม&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;คุณสมบัติของระบบผู้เชี่ยวชาญ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ข้อดีของระบบผู้เชี่ยวชาญ จะค่อนข้างต่างกว่าระบบสารสนเทศอื่นๆ ดังนี้&lt;br /&gt;§  ระบบผู้เชี่ยวชาญ ช่วยในการเก็บความรู้ของผู้เชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งไว้ ทำให้ไม่สูญเสียความรู้นั้น เมื่อผู้เชี่ยวชาญต้องการออกจากองค์กรหรืออาจไม่ปฏิบัติงานได้&lt;br /&gt;§  ระบบผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยขีดความสามารถในการตัดสินใจให้กับผู้บริหารจำนวนมากพร้อมๆ กัน&lt;br /&gt;§  ระบบผู้เชี่ยวชาญ สามารถเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและประสิทะผลให้กับผู้ตัดสินใจได้อย่างมาก&lt;br /&gt;§  ระบบผู้เชี่ยวชาญ จะทำให้การตักสินใจในแต่ละครั้งมีความใกล้เคียงและไม่มีความขัดแย้งกัน&lt;br /&gt;§  ระบบผู้เชี่ยวชาญ ช่วยลดการพึ่งพาบุคคลใดบุคคลหนึ่ง&lt;br /&gt;§  ระบบผูเชี่ยวชาญ มีความเหมาะสมที่จะเป็นระบบในการฝึกสอนเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt; &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-5648281723302283948?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/5648281723302283948/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=5648281723302283948' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/5648281723302283948'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/5648281723302283948'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/12/blog-post_15.html' title='ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหาร'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-75061710219410651</id><published>2008-12-09T00:17:00.000-08:00</published><updated>2008-12-09T00:37:45.666-08:00</updated><title type='text'>การพัฒนาระบบราชการไทย พ.ศ.๒๕๕๑-๒๕๕๕</title><content type='html'>&lt;span style="color:#999900;"&gt;ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทยวิสัยทัศน์ใหม่ของการพัฒนาระบบราชการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ของการพัฒนาระบบราชการ ในช่วงระยะปี พ.ศ. 2551 -พ.ศ.2555 ไว้ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;“ ระบบราชการไทย มุ่งเน้นประโยชน์สุข ของประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ มีขีดสมรรถนะสูง สามารถเรียนรู้ ปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ยึดมั่นในหลักจริยธรรมและธรรมาภิบาล”&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;ระบบราชการไทยเป็นกลไกของรัฐที่มีความสำคัญอย่างสูงต่อการบริหารกิจการบ้านเมืองภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเฉพาะการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาล การอำนวยความสะดวกและให้บริการประชาชน รวมถึงการดำเนินการบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย อันมีจุดหมายปลายทางเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติระบบราชการไทยที่พึงประสงค์จะต้องให้คุณค่าความสำคัญและยึดมั่นในปรัชญา หลักการ และแนวทางดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;ระบบราชการไทยมุ่งเน้นประโยชน์สุของประชาชนและรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติมีขีดสมรรถนะสูง􀂎 ต้องให้ประชาชนเป็น “ศูนย์กลาง” ในการทำงานโดยต้องรับฟังความคิดเห็น ตอบสนองความต้องการและอำนวยประโยชน์ ลดขั้นตอนและภาระในการติดต่อของประชาชน มีระบบการแก้ไขปัญหาและรับเรื่องราวร้องทุกข์ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตลอดจนเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามมีปัญหาและความเดือดร้อน&lt;br /&gt;􀂎 ปรับเปลี่ยนบทบาทของระบบราชการให้เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก ไม่เป็นผู้ดำเนินการเสียเองหรือคงมีอำนาจมากจนเกินไป รวมทั้งต้องมีขนาดกำลังคนและใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม ไม่พยายามเข้าแทรกแซงและขยายตัวเกินไปจนเป็นภาระของประเทศหรือมีผลกระทบต่อภาคส่วนอื่นและสิทธิเสรีภาพของประชาชน&lt;br /&gt;􀂎 ประสานการทำงานกับผู้บริหารราชการแผ่นดินฝ่ายการเมืองเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศสามารถให้ความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอย่างมีเหตุผล ตั้งมั่นในความถูกต้อง เป็นกลาง ปราศจากอคติ และอยู่บนพื้นฐานของหลักจรรยาบรรณวิชาชีพนอกจากนี้ยังควรต้องให้การยอมรับและไม่เข้าไปแทรกแซงบทบาทและอำนาจหน้าที่ซึ่งกันและกันมีความพร้อมและทัศนคติในการทำงานเป็นทีมสามารถสร้างเครือข่ายร่วมมือกับภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคมรวมทั้งยังต้องสามารถบูรณาการและเชื่อมโยงการทำงานภายในระบบราชการเองในทุกระดับเข้าด้วยกัน&lt;br /&gt;􀂎 มีขีดความสามารถในการรับรู้ เรียนรู้ มองไปข้างหน้าและคาดการณ์ล่วงหน้า มีความยืดหยุ่นคล่องตัวรวดเร็ว สามารถคิดริเริ่มและสร้างนวัตกรรม (agility)รวมถึงการบริหารการเปลี่ยนแปลงเพื่อขับเคลื่อนและปรับตัวได้อย่างราบรื่นเหมาะสม ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อม&lt;br /&gt;􀂎 สร้างระบบธรรมาภิบาลในการกำกับดูแลตนเองที่ดีเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเชื่อมั่นศรัทธา เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ลดการใช้ดุลยพินิจในการตัดสินใจ รวมทั้งต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นแบบอย่างของการประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมายไม่ใช่เป็นผู้สร้างปัญหาหรือภาระแก่สังคมเสียเอง&lt;br /&gt;􀂎 มีความเป็นเลิศในการปฏิบัติงานและสร้างคุณค่าต่อสังคม ในการทำงานและการตัดสินใจต้องอาศัยข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง แน่นอน และทันกาล โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาประยุกต์ใช้ในการทำงานรวมทั้งต้องมีเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจนและสามารถตรวจสอบวัดผลสัมฤทธิ์ได้&lt;br /&gt;􀂎 แสวงหา พัฒนาและธำรงรักษาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถค่านิยมและกระบวนทัศน์อันเหมาะสมและเอื้อต่อการบริหารงานภาครัฐแนวใหม่ตลอดจนทำ ให้บุคลากรในระบบราชการตั้งมั่นอยู่ในศักดิ์ศรีและจรรยา สามารถแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนจากหน้าที่ทางการงาน ไม่แสวงหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่นในทางมิชอบ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ประเด็นยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทยในช่วงระยะปี พ.ศ. 2551 - พ.ศ. 2555&lt;br /&gt;สามารถแยกออกได้เป็น 4 ประการ ดังนี้&lt;br /&gt;1. &lt;span style="color:#33ccff;"&gt;ยกระดับการให้บริการและการทำงาน&lt;/span&gt; เพื่อตอบสนองความคาดหวังและความต้องการ ของประชาชนที่มีความสลับซับซ้อน หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;2.&lt;span style="color:#33ccff;"&gt; ปรับรูปแบบการทำงานให้มีลักษณะเชิง&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;บูรณาการ&lt;/span&gt; เกิดการแสวงหาความร่วมมือและสร้าง เครือข่ายกับฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม&lt;br /&gt;3. &lt;span style="color:#33ccff;"&gt;มุ่งสู่การเป็นองค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง&lt;/span&gt; บุคลากรมีความพร้อมและความสามารถ ในการ เรียนรู้ คิดริเริ่ม เปลี่ยนแปลงและปรับตัวได้อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ต่าง ๆ&lt;br /&gt;4. &lt;span style="color:#33ccff;"&gt;สร้างระบบการกำกับดูแลตนเองที่ดี&lt;/span&gt; เกิดความโปร่งใส มั่นใจ และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งทำให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อประชาชนและต่อสังคมโดยรวม&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;การนำยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทยไปสู่การปฏิบัติ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;ระบบราชการไทยมีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีความซับซ้อนค่อนข้างมาก การนำยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติแบบก้าวเดินไปพร้อมกันทั้งระบบอาจไม่เห็นผลการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลาสั้นๆ ได้ แม้ว่าจะได้มีการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ครั้งใหญ่ไปแล้วเมื่อปี พ.ศ. 2545แต่ก็พบว่าการจัดระเบียบโครงสร้างการบริหารราชการของฝ่ายพลเรือนก็ยังคงติดยึดกับแนวความคิดที่ต้องการให้ระบบราชการมีความเป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้สามารถยึดโยงเปรียบเทียบกันได้ หรือต้องมีลักษณะเป็นระเบียบแบบแผนที่เหมือนกัน ไม่ได้แยกแยะและออกแบบให้มีความแตกต่างกัน ทั้งในแง่ของมิติลักษณะธรรมชาติงาน เช่น งานประเภทนโยบาย งานประเภทกำกับควบคุม งานประเภทบริการ งานขับเคลื่อนนโยบายพิเศษของรัฐบาล หรือในแง่ของมิติกลุ่มผู้รับบริการ เช่น ธุรกิจเอกชนผู้มีรายได้จากการทำงานประจำ ประชาชนผู้ยากจนและด้อยโอกาส เป็นต้น ทำให้เกิดข้อจำกัดในการปฏิบัติงานที่ต้องตอบสนองความหลากหลายดังกล่าว&lt;br /&gt;กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีความจำเป็นต้องเปิดให้มีการสร้างระบบย่อย (Sub-systems) ในระบบราชการ โดยเฉพาะการศึกษาเชิงลึกเพื่อให้เห็นสภาพปัญหาอุปสรรคและวางแนวทางการจัดระบบเพื่อปรับปรุงการทำงานของแต่ละระบบย่อยให้มีความเหมาะสม ซึ่งอาจมีรูปแบบและลักษณะการบริหารงานเป็นการเฉพาะของตนเอง ทั้งในแง่ของโครงสร้างองค์การ ระบบงาน กฎระเบียบ การบริหารงานบุคคลและการงบประมาณ รวมถึงการวัดผลการดำเนินงาน ทั้งนี้ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นคล่องตัวทางการบริหาร เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม สามารถคิดริเริ่มและตอบสนองต่อความท้าทายในด้านต่างๆ อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ การพัฒนาระบบราชการในก้าวต่อไปนั้น จึงจำเป็นต้องยอมรับความแตกต่างหลากหลายไม่พยายามดึงให้เข้ามาอยู่ในระเบียบแบบแผนเดียวกันทั้งหมด รวมทั้งจะต้องไม่ตั้งสมมติฐานว่าหน่วยงานราชการจะต้องเป็นผู้ดำเนินการทุกอย่างเอง หรือพยายามปรับปรุงให้ระบบราชการมีขีดสมรรถนะสูงในภารกิจงานที่ไม่ควรดำเนินการเองอีกต่อไปแล้ว นอกจากนี้ยังอาจต้องใช้ยุทธวิธีดำเนินการแบบคู่ขนานทั้งในแง่ของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้เคลื่อนตัวไปพร้อมกันทั้งหมดและการเลือกเน้นบางจุดมาดำเนินการพัฒนาให้บังเกิดผลก่อนฉะนั้น ในช่วงระยะประมาณ 6 เดือนแรกของการนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ ไทย (พ.ศ. 2551 - พ.ศ. 2555) ไปสู่การปฏิบัตินั้น ก.พ.ร. จะประสานการดำเนินงานร่วมกับ หน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;􀂂 &lt;span style="color:#ffcc00;"&gt;ทบทวนบทบาทและภารกิจของภาครัฐในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ของประเทศและของโลก รวมถึงการสอบทานพันธกิจและอำนาจหน้าที่ โครงสร้างและระบบงาน ผลสัมฤทธิ์ การใช้ทรัพยากรและอัตรากำลังของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในทุกระดับใหม่อีกครั้งหนึ่งโดยคำนึงถึงความคิดเห็นหรือความต้องการของประชาชน และความพร้อมของฝ่ายต่างๆ ที่จะรับถ่ายโอนภารกิจของภาครัฐไปดำเนินการแทน ทั้งนี้ การวิเคราะห์ดังกล่าวจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกในประเด็นวาระที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อการพัฒนาประเทศและการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น ลอจิสติกส์ อาหารและสินค้าเกษตร การท่องเที่ยว การบริหารจัดการเรื่องทรัพยากรน้ำ&lt;br /&gt;􀂂 &lt;span style="color:#ffcc00;"&gt;หากมีความจำเป็นที่ภาครัฐยังคงต้องมีบทบาทและภารกิจอยู่ต่อไป&lt;/span&gt; ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวางนโยบาย การกำกับควบคุม หรือการดำเนินงานเอง ก็จะมีการออกแบบระบบย่อย โดยนำกลยุทธ์ต่างๆ ตามที่ปรากฎในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย(พ.ศ. 2551 - พ.ศ. 2555) อาทิเช่น การสร้างเครือข่าย การให้ประชาชนมีส่วนร่วมการเสริมสร้างขีดสมรรถนะและการกำกับดูแลตนเองที่ดี มาประยุกต์ใช้ให้มีความเหมาะสม&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;ปัจจัยเงื่อนไขแห่งความสำเร็จในการพัฒนาระบบราชการไทย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;ในการนำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2551 - พ.ศ. 2555) ไปสู่การปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพื่อให้มีปัจจัยเกื้อหนุนรองรับหลายประการ กล่าวคือ&lt;br /&gt;1. &lt;span style="color:#9999ff;"&gt;การสร้างความเป็นเจ้าของในการบริหารการเปลี่ยนแปลง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;􀂂 ต้องมีการเสริมสร้างภาวะผู้นำของผู้บริหารระดับสูงในแต่ละหน่วยงานให้มีความสนใจและสนับสนุนในเรื่องการบริหารการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง รวมถึงการกำหนดให้มีผู้บริหารระดับสูง เช่น ตำแหน่งที่ปรึกษาการพัฒนาระบบบริหาร เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบในการบริหารการเปลี่ยนแปลงเป็นการเฉพาะและปฏิบัติงานอย่างเต็มเวลาขึ้นในแต่ละส่วนราชการ&lt;br /&gt;􀂂 กำ หนดให้แต่ละหน่วยงานต้องมีการวางเป้าหมายหรือปักหมุดที่พึงประสงค์(Milestones) ในการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงองค์การ รวมทั้งดำเนินการจัดทำแผนที่นำทาง (Roadmap) ให้มีความชัดเจน ในรูปแบบของแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารราชการของกระทรวง ซึ่งมีความเชื่อมโยงและรองรับต่อยุทธศาสตร์การเสริมสร้างธรรมาภิบาล/การบริหารจัดการที่ดี หรือที่เรียกชื่ออย่างอื่นในแผนปฏิบัติราชการ 4 ปีของแต่ละกระทรวง&lt;br /&gt;􀂂 ยกระดับความสำคัญและเสริมสร้างขีดความเข้มแข็งของกลุ่มพัฒนาระบบบริหารโดยเฉพาะในระดับกระทรวง ให้สามารถรับผิดชอบในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารราชการของกระทรวงสู่การปฏิบัติได้อย่างบรรลุผลโดยเฉพาะการบูรณาการและเชื่อมโยงหน่วยงานภายในของกระทรวง รวมทั้งเป็นเครือข่ายในการพัฒนาระบบราชการ&lt;br /&gt;􀂂 ต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อลงทุนในการพัฒนาองค์การและทรัพยากรบุคคลให้แก่แต่ละหน่วยงานอย่างเหมาะสมและเพียงพอ โดยยึดตามแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารราชการดังกล่าวข้างต้นเป็นหลัก&lt;br /&gt;2. &lt;span style="color:#9999ff;"&gt;การร่วมเป็นเจ้าภาพในการพัฒนาระบบราชการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;􀂂 ส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติราชการของตน ให้สามารถเทียบเคียงสมรรถนะกับภาคเอกชน หรือหน่วยงานในภาครัฐที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า หรือองค์กรที่เป็นผู้นำ ที่เป็นกรณีศึกษาที่เป็นตัวอย่างดำเนินการ (Best Practices) เพื่อเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ ร่วมกับ ก.พ.ร. ซึ่งอาจจะมาจากการลงทุนสร้างหรือเสาะแสวงหา “หน่วยงานต้นแบบ” ซึ่งมีการคิดริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ หรือสามารถดำเนินการด้านใดด้านหนึ่งเป็นผลสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับหรือมีความเป็นเลิศ และนำมาใช้เป็นต้นแบบเพื่อการเทียบเคียง (Benchmarking)และเป็นศูนย์ถ่ายทอดองค์ความรู้ แหล่งทัศนศึกษา ดูงาน ในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการให้แก่หน่วยงานอื่นๆ ต่อไป&lt;br /&gt;ทั้งนี้ ในบางกรณีอาจเป็นรูปแบบของการประกวดหรือแสวงหาหน่วยงานต้นแบบภายในกระทรวงเดียวกันเช่น โรงเรียนหรือโรงพยาบาล “ในฝัน” ขึ้นมาเป็นตัวต้นแบบสำหรับการเทียบเคียงก็ได้&lt;br /&gt;􀂂 ส่งเสริมให้มีกลไกประสานและเชื่อมโยงการทำงานของหน่วยงานกลางเข้าด้วยกันเพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเอกภาพ รวมทั้งลดความซ้ำซ้อนและไม่สร้างภาระให้แก่ส่วนราชการจนเกินความจำเป็น&lt;br /&gt;􀂂 แสวงหาความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอกชนให้เข้ามาร่วมมือกับ ก.พ.ร. มากขึ้น เพื่อช่วยถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ หรือเทคโนโลยีบางอย่างให้แก่ข้าราชการและหน่วยงานของรัฐ ในฐานะของการเป็นบรรษัทพลเมืองที่ดี (Good CorporateCitizenship) ซึ่งมีความรับผิดชอบต่อสังคม ตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันเจ้าหน้าที่ผู้บริหารสูงสุดของหลายบริษัทได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษา/พี่เลี้ยง เพื่อฝึกงานให้แก่ข้าราชการในโครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ (นปร.) เป็นต้น&lt;br /&gt;􀂂 ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรการพัฒนาระหว่างประเทศเพื่อสร้าง “ศูนย์นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาระบบราชการไทย” ในการศึกษาวิจัย สร้างกรณีศึกษาต้นแบบ และแสวงหานวัตกรรมและความคิดริเริ่มใหม่มาปรับใช้กับการพัฒนาระบบราชการของไทย รวมถึงการเปิดให้ประชาชนและข้าราชการได้แสดงความคิดเห็นและข้อแนะนำในการปรับปรุงการทำงานของทางราชการ เช่น กรณีของการส่งเสริมมีโครงการ “ความคิดไร้ขีดจำกัด” (Ideas are free) โดยเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานแสดงความเห็นอย่างอิสระ ซึ่งความคิดเห็นเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญและนำไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงองค์การขนานใหญ่ได้&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#9999ff;"&gt;เครื่องมือในการนำยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติให้บังเกิดผล&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;1.&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt; การสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;􀂂 มีการสร้างความเข้าใจ กระตุ้น เร่งเร้า สื่อสาร ทำความเข้าใจกับข้าราชการในทุกระดับอย่างต่อเนื่องและจริงจัง โดยเฉพาะสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนให้กับกลุ่มข้าราชการ ประชาชน และผู้ที่เกี่ยวข้อง กระตุ้นให้เกิดการประสานเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเป็นรูปธรรม สร้างความรู้สึกในการมีส่วนร่วม (Create emotional trigger)รวมทั้งสร้างความตื่นเต้นและการประสานงานอย่างสอดคล้องในระบบการทำงานและการให้บริการต่าง ๆ ผ่านกิจกรรมสื่อสารสร้างความเข้าใจ เช่น การฝึกอบรมการประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดสัมมนา การเดินสายเผยแพร่ พร้อมสื่อ เช่นโปสเตอร์ แผ่นพับ ซีดี นิตยสาร คู่มือ เพื่อนำไปสู่ความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่นในการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ สร้างความรู้ ความเข้าใจในการพัฒนาระบบราชการไทยต่อไป&lt;br /&gt;􀂂 เพิ่มช่องทางการเข้าถึงข้าราชการแต่ละบุคคลในทางตรงมากขึ้น รวมถึงการเปิดช่องทางการสื่อสารสองทางให้ข้าราชการได้ร่วมแสดงความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์โดยเฉพาะระบบสื่อสารผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ระบบไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เช่น e-Newsletter, Weblog, Wikipedia, Webboard และการสำรวจแบบออนไลน์&lt;br /&gt;􀂂 ปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรฝึกอบรมและพัฒนาข้าราชการให้มีความทันสมัยและรองรับต่อการพัฒนาระบบราชการมากขึ้นและบังเกิดผลคุ้มค่าต่อการลงทุน ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของการพบปะเพื่อสร้างเครือข่ายทางสังคมเท่านั้น ในการนี้ควรมุ่งเน้นความเข้มข้นทางวิชาการ วางระบบตรวจสอบและประกันคุณภาพ เน้นกรณีศึกษาและทดลองปฏิบัติงานจริงมากกว่าฟังการบรรยาย รวมทั้งพยายามให้การฝึกอบรมและพัฒนาข้าราชการมีผลต่อการปรับเปลี่ยนค่านิยมและกระบวนทัศน์อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;2. &lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;ผลักดันพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;􀂂 ให้มีการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 อย่างจริงจังและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของมาตรา 3/1แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 โดยเฉพาะส่งเสริมให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้รับการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในเรื่องธรรมาภิบาล ตามที่กำ หนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546&lt;br /&gt;􀂂 สำรวจและจัดให้มีการแก้ไขกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี กฎ ระเบียบ คำสั่ง ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบราชการ/การให้บริการประชาชน หรือการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามนัยของมาตรา 35 และมาตรา 36แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 โดยประสานความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ 2550&lt;br /&gt;3. &lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;การสร้างแรงจูงใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;􀂂 รักษาระบบการสร้างแรงจูงตามผลการปฏิบัติงานให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปของตัวเงิน ได้แก่ การจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษสำหรับผู้บริหารและเงินรางวัลสำหรับผู้ปฏิบัติงานประจำปี เงินงบประมาณเหลือจ่ายเพื่อนำมาจัดสรรเป็นสิ่งจูงใจ และในรูปที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การให้เข้าร่วม ฝึกอบรม ดูงาน หรือการเข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติตามความต้องการสำหรับผู้บริหารการเลื่อนชั้นตราของเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้เร็วขึ้น การได้รับการเชิดชูเกียรติหรือได้ใบประกาศเกียรติคุณ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับมาตรการเชิงลบอย่างจริงจังมากขึ้น เช่น การสับเปลี่ยนให้ไปดำรงตำแหน่งอื่นในกรณีที่ปฏิบัติงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย&lt;br /&gt;4. &lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;เพิ่มบทบาทการมีส่วนร่วมของประชาชนและสื่อมวลชนในการพัฒนาระบบราชการ&lt;/span&gt; กล่าวคือ&lt;br /&gt;􀂂 ในส่วนของประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ทั้งในแง่ของบทบาทในฐานะเป็นผู้เฝ้าระวัง เช่น คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัด (กธจ.) ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ซึ่งจะได้มีการขยายให้ครอบคลุมทุกส่วนราชการต่อไป และบทบาทในฐานะผู้ให้ข้อคิดเห็นป้อนกลับเกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการ และคุณภาพการให้บริการแก่ประชาชน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงและพัฒนาการทำงานผ่านทางช่องทางต่างๆ&lt;br /&gt;􀂂 ในส่วนของสื่อมวลชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้เช่นกัน โดยเฉพาะการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความสำเร็จและ/หรือปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้องในการปฏิบัติราชการและร่วมติดตามการทำงานของส่วนราชการ รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการนำความคิดเห็นของประชาชนฝ่ายต่างๆ มานำ เสนอเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาระบบราชการ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-75061710219410651?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/75061710219410651/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=75061710219410651' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/75061710219410651'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/75061710219410651'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/12/blog-post_09.html' title='การพัฒนาระบบราชการไทย พ.ศ.๒๕๕๑-๒๕๕๕'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-9047515448601229589</id><published>2008-12-04T20:26:00.000-08:00</published><updated>2008-12-04T20:39:34.134-08:00</updated><title type='text'>การมอบอำนาจเรื่องโรงเรียนนิติบุคคล</title><content type='html'>&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;อำนาจหน้าที่ของสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคลตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;   หากจะพิจารณาถึงอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสถานศึกษาที่มีฐานะเป็นนิติบุคคลแล้วจะเห็นได้ว่าผู้อำนวยการสถานศึกษา จะมีฐานะเป็นผู้แทนของนิติบุคคลแต่ก็มิได้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการสถานศึกษาอย่างกว้างขวางเช่นเดียวกับหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงทบวง กรม ทั้งนี้เพราะในระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการของไทยนั้น ให้ความไว้วางใจแก่หัวหน้าส่วนราชการในระดับกระทรวง ทบวง กรมที่จะใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายได้อย่าง กว้างขวาง เมื่อพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖บัญญัติให้สถานศึกษาเป็นนิติบุคคล แต่มิได้แก้ไขปรับปรุงกฎหมายอื่น ๆ ให้ผู้บริหารสถานศึกษามีอำนาจหน้าที่ในการกระทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ เช่นเดียวกับหัวหน้าส่วนราชการในระดับ กระทรวงทบวง และ กรมด้วย จึงเป็นผลให้ผู้บริหารสถานศึกษายังไม่อาจบริหารจัดการสถานศึกษาให้มีความอิสระคล่องตัวและมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริงเพราะอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการในหลายเรื่องยังเป็นอำนาจหน้าที่ของหัวหน้าส่วนราชการในระดับกระทรวง ทบวง และกรมอยู่ หากจะให้สถานศึกษาบริหาร จัดการได้เองอย่างอิสระและคล่องตัวในเรื่องใด ก็จำเป็นต้องจัดให้มีการกระจายและมอบอำนาจในเรื่องนั้น ๆ ให้แก่ผู้บริหารสถานศึกษา ดังนั้น มาตรา ๔๔ และมาตรา ๔๕แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ จึงได้บัญญัติเกี่ยวกับการกระจายอำนาจและ มอบอำนาจไว้ดังนี้&lt;br /&gt;๑. &lt;span style="color:#ccccff;"&gt;ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการสภาการศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา และเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา&lt;/span&gt;จะต้องกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป ไปยังคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาโดยตรง และหากเรื่องใดมีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไว้เป็นการเฉพาะก็ให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวมอบอำนาจให้แก่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้อำนวยการสถานศึกษา ภายใต้หลักการบริหารงานการศึกษา ดังนี้&lt;br /&gt;๑.๑ อำนาจหน้าที่ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับงบประมาณและการดำเนินการทางงบประมาณของผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษา รวมตลอดถึงหลักการการให้สถานศึกษาหรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีอำนาจทำนิติกรรมสัญญาในวงเงิน งบประมาณที่ได้รับอนุมัติแล้ว&lt;br /&gt;๑.๒ หลักเกณฑ์การพิจารณาความดีความชอบ การพัฒนา และดำเนินการทางวินัยกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยสัมพันธ์กับแนวทางที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูแลบุคลากรทางการศึกษาการกระจายอำนาจและการมอบอำนาจดังกล่าว จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎกระทรวง&lt;br /&gt;๒. &lt;span style="color:#ccccff;"&gt;ปลัดกระทรวงศึกษาศึกษาธิการ เลขาธิการสภาการศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการ&lt;br /&gt;ศึกษา ขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา และเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา&lt;/span&gt;ยังอาจกำหนดหลักเกณฑ์ให้หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดมอบอำนาจในส่วนที่เกี่ยวกับภารกิจตนรับผิดชอบไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรงก็ได้&lt;br /&gt;๓&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;. ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้อำนวยการสำนักบริหารงานในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการต่าง ๆ&lt;/span&gt; ก็อาจมอบอำนาจในส่วนที่เกี่ยวกับภารกิจที่ตนรับผิดชอบ หรือที่ได้รับมอบหมายตามระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ จากสำนักงาน คณะกรรมการต่าง ๆ ไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือ หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าผู้อำนวยการสถานศึกษาโดยตรงทั้งนี้ โดยจะต้องไม่ขัดต่อนโยบายหรือการสั่งการของกระทรวง หรือคณะกรรมการต้นสังกัด&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;๔. อำนาจในการสั่ง การอนุญาต การอนุมัติ การปฏิบัติราชการหรือการดำเนินการอื่น&lt;/span&gt;ที่ผู้ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้จะพึงปฏิบัติหรือดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งใด หรือมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด ถ้ากฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งนั้น หรือมติของ คณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นมิได้กำหนดเรื่องการมอบอำนาจไว้เป็นอย่างอื่น หรือมิได้ห้ามเรื่องการมอบ อำนาจไว้ ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นอาจมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นปฏิบัติราชการแทนได้โดยคำนึงถึงความเป็นอิสระ การบริหารงานที่คล่องตัวในการจัดการศึกษาของสถานศึกษาและของสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาที่บัญญัติในมาตรา ๔๔ (๑) และ (๒) ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;๔.๑ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการอาจมอบอำนาจให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวง เลขาธิการ หรือหัวหน้าส่วนราชการ&lt;/span&gt;ซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่าอธิการบดีในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาในสังกัด หรือผู้ว่าราชการจังหวัด&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;๔.๒ ปลัดกระทรวงอาจมอบอำนาจให้รองปลัดกระทรวง ผู้ช่วยปลัดกระทรวงหรือเลขาธิการ อธิการบดีในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาในสังกัด&lt;/span&gt; หรือผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือผู้ว่าราชการจังหวัด&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;๔.๓ เลขาธิการ&lt;/span&gt;อาจมอบอำนาจให้รองเลขาธิการ ผู้ช่วยเลขาธิการ อธิการบดีในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาในสังกัด ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการ สำนักบริหารงานหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือผู้ว่าราชการจังหวัด&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;๔.๔ ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการสำนักบริหารงาน หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า&lt;/span&gt;อาจมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;๔.๕ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า&lt;/span&gt; อาจมอบอำนาจให้ข้าราชการในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นในเขตพื้นที่การศึกษาที่ตนรับผิดชอบได้ตามระเบียบที่เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;๔.๖ ผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า&lt;/span&gt; อาจมอบอำนาจให้ข้าราชการในสถานศึกษาหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นได้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษากำหนด&lt;br /&gt;๔.๗ ผู้ดำรงตำแหน่ง (๔.๑) ถึง (๔.๖) อาจมอบอำนาจให้บุคคลอื่นได้ตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด&lt;br /&gt;๕. การมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการแทนนี้ต้องทำเป็นหนังสือ ซึ่งการทำเป็นหนังสือนั้นอาจจะทำเป็นคำสั่ง หรืออาจจะเป็นบันทึกสั่งการก็ได้&lt;br /&gt;๖. คณะรัฐมนตรีก็อาจกำหนดให้มีการมอบอำนาจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ตลอดจนอาจมอบอำนาจให้ทำนิติกรรม ฟ้องคดี หรือดำเนินคดีแทนกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้หรืออาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขในการมอบอำนาจ ให้ผู้มอบอำนาจหรือผู้รับมอบอำนาจปฏิบัติก็ได้&lt;br /&gt;๗. เมื่อมีการมอบอำนาจดังกล่าวข้างต้นแล้ว ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจซึ่งได้แก่หัวหน้าสถานศึกษา และผู้ดำรงตำแหน่งอื่น ๆ มีหน้าที่ต้องรับมอบอำนาจ และปฏิบัติราชการตามที่ได้รับมอบอำนาจนั้น ตามวัตถุประสงค์ของการมอบอำนาจและให้เกิดผลดีแก่ทางราชการ จะปฏิเสธไม่รับมอบอำนาจหรือมอบอำนาจต่อให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นต่อไปไม่ได้ เว้นแต่เป็นกรณีการมอบอำนาจให้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดจะมอบอำนาจให้ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินก็ได้&lt;br /&gt;ในเรื่องนี้จึงมีข้อสังเกตว่าหากผู้อำนวยการสถานศึกษาได้รับมอบอำนาจให้ปฏิบัติราชการในเรื่องใดแล้ว จะมอบอำนาจให้ข้าราชการในสถานศึกษาคนอื่นปฏิบัติราชการแทนตนอีกต่อหนึ่ง ไม่ได้ แต่อาจมอบหมายให้ดำเนินการต่าง ๆ โดยอยู่ในความรับผิดชอบ การสั่ง การอนุญาตอนุมัติ ของ ผู้อำนวยการสถานศึกษาในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ หรือเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาได้&lt;br /&gt;๘. ผู้มอบอำนาจยังต้องคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ความรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ กระจายความรับผิดชอบตามสภาพของตำแหน่งของผู้รับมอบอำนาจ ซึ่งผู้มอบยังมีหน้าที่กำกับ ติดตามผลการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจและมีอำนาจแนะนำและแก้ไขการปฏิบัติราชการของผู้รับมอบอำนาจได้ในการมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาซึ่งเป็นผู้แทนของสถานศึกษาที่เป็นนิติบุคคลนี้ เห็นว่าเป็นดุลพินิจของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจที่จะมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสถานศึกษามากน้อยเพียงใดก็ได้แต่ต้องอยู่ภายในกรอบและหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงว่าด้วยการกระจายอำนาจและการมอบอำนาจ การบริหารและการจัดการศึกษา ดังนั้น ในการมอบอำนาจนี้ผู้มอบอำนาจจะพิจารณาถึงความพร้อมและประสิทธิภาพของสถานศึกษาแต่ละแห่ง โดยอาจมอบอำนาจให้ไม่เท่ากันได้&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-9047515448601229589?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/9047515448601229589/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=9047515448601229589' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/9047515448601229589'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/9047515448601229589'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/12/blog-post.html' title='การมอบอำนาจเรื่องโรงเรียนนิติบุคคล'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-7967468574818366010</id><published>2008-11-28T07:24:00.000-08:00</published><updated>2008-11-28T07:40:48.455-08:00</updated><title type='text'>แนวการอ่านเพื่อสอบผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ฯ</title><content type='html'>&lt;span style="color:#ffcc66;"&gt;เล็กๆน้อยๆ ได้จากผู้มีประสบการณ์การสอบซึ่งปัจจุบัน ท่านเป็นผอ.เขตฯแล้ว(ขอสงวนนามครับ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;รวมถึงได้พูดคุยกับท่านรองผอ.เขตที่เคยไปสอบผอ.เขต ซึ่งบางท่านสอบได้แต่ไม่ได้บรรจุ ได้แนวทางการอ่านหนังสือเตรียมสอบ ดังนี้&lt;br /&gt;1.&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;เรื่องที่ควรอ่านและจดจำ คือ หลักสูตรที่กำหนดไว้ให้อ่านในประกาศ&lt;/span&gt; ได้แก่ กฎหมาย ระเบียบการ ข้อหารือของหน่วยงานซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอบเป็นเฉพาะที่ปฏิบัติแล้วมีปัญหา โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหน่วยงานราชการอื่น อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย หรือแม้แต่ในสำนักของศธ. เอง เช่น กคศ กฎหมายเกี่ยวกับคดีความ คดีละเมิด โดยเฉพาะเกี่ยวกับผู้บริหารหน่วยงานโดยตรง กฎหมายทางการศึกษา พรบ.ครูฯ พรบ.แบ่งส่วนราชการในกระทรวง หน่วยงาน ,พรบ.ลูกเสือ พรบ.เอกชน พรบ.กศน. พรบ.ครู ที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง2551 เรื่องวินัยและการรักษาวินัย สรุปคือ ต้องรู้หลักกฎหมายครู (รัฐธรรมนูญ ไม่ค่อยถามถึง เรื่องที่ไม่ค่อยออก สอบมา 3 รอบ คือ การเชิญธง ระเบียบการแต่งกายของข้าราชการ)&lt;br /&gt;2.&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;เรื่องงานในหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติในฐานะผอ.เขต และผอ.โรงเรียน&lt;/span&gt;อันเกี่ยวข้องกับงานในฐานะการบริการประชาชน ต้องตอบให้เป็นไปตามกฎหมาย น่าจะหมายถึง พรก.ว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี&lt;br /&gt;3.&lt;span style="color:#33ccff;"&gt;ข่าวสารบ้านเมือง ณ วันเวลาที่ใกล้วันจะสอบ&lt;/span&gt; ต้องอ่านหนังสือพิมพ์ สกรุปข่าว ดูทีวี แล้วสังเคราะห์ความคิด ไปตอบคำถาม&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;ตัวอย่างคำถาม ซึ่งมักจะเล่นวลีเสมอ ต้องคิดให้ดีๆ ก่อนตอบ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;1.การแบ่งกลุ่มงานในเขต&lt;/span&gt; เป็นอย่างไรบ้าง ใครเป็นผู้กำหนด (ประกาศเป็นกฎกระทรวงหรือเปล่า?)&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;2.การแบ่งกลุ่มงานในโรงเรียน&lt;/span&gt; งานใดอยู่ในกลุ่มงานไหน เช่น งานระดมทรัพยากร อยู่กลุ่มงานไหน งานรับนักเรียน งานสำมะโนนักเรียน งานขยายชั้นเรียน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;3.กรรมการเขตพื้นที่ฯ /กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน&lt;/span&gt; (องค์คณะบุคคล)/อกคศ.มีจำนวนเท่าใด มาจากส่วนไหนบ้าง กรรมการที่มาจากอปท. เป็นระดับผู้บริหารหรือตัวแทน ฯลฯ เป็นต้น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;4.หลักสูตรสถานศึกษา&lt;/span&gt; หลักสูตรแกนกลาง 51(อันนี้ใหม่มากต้องอ่านทำความเข้าใจ ตอนยังไม่ประกาศใช้ก็ออกแล้ว ต้องอ่านแล้วเปรียบเทียบกับฉบับเก่าด้วย) คิดเวลาเรียน ผลการเรียนเป็นหน่วยกิต วัดผลตามหลักสูตรเป็นอย่างไร แต่ละช่วงชั้นที่กำหนดไว้ ใช้ปีการศึกษาไหน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;5.การบริหารการเงินและสินทรัพย์&lt;/span&gt; งานพัสดุออกมาก ถามแม้กระทั่งการแต่งตั้งกรรมการตรวจรับ 1 คน ตรวจรับเท่าไหร่ ครูผู้ช่วย พนักงานบริการ พนักงานราชการ นักการภารโรง ตรวจรับได้หรือไม่ ราคาคอมพิวเตอร์ที่จัดเป็นครุภัณฑ์ ต้องมีราคา 20,000 บาท แต่ราคาครุภัณฑ์เริ่มต้นที่ 5,000 บาท ประมาณนี้ กรณีศึกษาเกี่ยวกับค่าปรับงานจ้างต่างๆ การนับวัน การคิดเงินค่าปรับ บางข้อก็ถามถึงว่าอะไรเป็นครุภัณฑ์ โดยกำหนดสเปคให้เราวินิจฉัย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;6.เรื่องอื่นๆที่ง่ายๆ เช่นคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ&lt;/span&gt;มีอะไร จำนวนนักเรียนที่จัดต่อห้องเรียนในแต่ละระดับ ใครเป็นผู้อนุมัติให้จัดห้องเรียนห้องละเท่าไหร่ ใครเป็นผู้อนุมัติการจัดซื้อจัดจ้าง การนับเวลาราชการเพื่อการเลื่อนวิทยฐานะ การนับวันเกษียณ (2 ต.ค.นะ ถึงจะเกษียณปีงบประมาณต่อไปได้ ไม่ใช่1 ต.ค. ) อัตราครูต่อจำนวนนักเรียน การแต่งตั้งครูผู้ช่วย ครู คศ.1 ทำอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;7.การกระจายอำนาจ&lt;/span&gt; โรงเรียนนิติบุคคล ทำอะไรได้บ้าง มีอะไรที่ต้องดำเนินการผ่านกรรมการชุดต่างๆ ในด้านการบริหารวิชาการ บุคคล บริหารทั่วไปและงบประมาณ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;8.งานบริหารบุคคล&lt;/span&gt; (ออกมากๆๆๆ) การแต่งตั้ง ครูผู้ช่วยเป็นคศ. 1 นับวันไหน การลาป่วย ลากิจ ลาพักผ่อน การลาศึกษาต่อได้รับเงินหรือไม่ได้รับเงินเดือนมีเงื่อนไขอะไร มีส่วนเกี่ยวพันกับการเลื่อนวิทยฐานะและการส่งผลงานทางวิชาการ (นับวัน ) เป็นอำนาจของใคร ใครเป็นผู้อนุญาต การเออรี่ การบรรจุเครื่องราชอิสริยาภรณ์ การขอ การประดับสายสะพาย เขาจะหลอกภาม ว่าประดับสายสะพายสายแรกได้ตอนประกาศในราชกิจจาหรือเมื่อได้รับพระราชทานเครื่องราช คำตอบคือ ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม ของปีที่ได้รับ งานวินัย ส่งเสริมวินัยของข้าราชการ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;9.งานของศึกษานิเทศก์&lt;/span&gt; มีอะไรบ้าง เกี่ยวกับงานของโรงเรียนตรงไหน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;10.งานแผนงาน&lt;/span&gt; ที่เกี่ยวกับโรงเรียน การของบประมาณ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;11.เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับครู เช่น เรื่องใบประกอบวิชาชีพ&lt;/span&gt; จำนวนเงินที่ปรับ มากที่สุด น้อยที่สุด , การทำลายเอกสาร มีข้าราชการระดับใด เป็นประธาน กฎหมายมาตราต่าง ๆ ให้จำให้ดี โรงเรียนเอกชนผอ.เขตตั้ง,คุม ได้ตามพรบ.ร.ร.เอกชน กศน. การศึกษาพิเศษ แต่ละอย่างมีลักษณะการบริหาร จัดการ อย่างไร&lt;br /&gt;สุดท้าย คือ &lt;span style="color:#ffcc00;"&gt;งานบุคคล&lt;/span&gt; มักเอาข้อหารือ มาเป็นคำถาม ให้ค้นหาในเวป สพฐ / ศธ / กรมบัญชีกลาง ,กรณีศึกษาเกี่ยวกับคดีความทางแพ่ง ทางวินัย การเงินและพัสดุ และกฎหมายอื่น เช่นกฎหมายเลือกตั้ง อปท. จำนวนตัวเลขต่างๆ ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การสร้างเสริมวินัยเชิงบวก และสุดท้ายจริงๆ ผู้ตอบคำถาม ต้องใช้สติปัญญาและไหวพริบ(ผสมสมรรถนะผู้บริหาร-เหมือนข้อสอบภาค ก ผู้บริหารสถานศึกษา(คนจะตกเยอะโดยไม่รู้ตัว นึกเอาเองว่าตัวเองตอบถูก)(ฮา...) ดูเจตนารมณ์ของผู้ออกข้อสอบว่าเขาถาม Main Idea ใด และอย่าด่วนตัดสินในการตอบ(ความสะเพร่า)(ไม่ฮา..) เพราะบางทีอักขระหรือคำ เพียงหนึ่งเดียว ทำให้ความหมายเปลี่ยน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;.......................................&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;ด้วยรักและศรัทธา&lt;/span&gt;.....&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-7967468574818366010?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/7967468574818366010/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=7967468574818366010' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/7967468574818366010'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/7967468574818366010'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/11/blog-post_28.html' title='แนวการอ่านเพื่อสอบผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ฯ'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-931864399783564840</id><published>2008-11-24T23:25:00.000-08:00</published><updated>2008-11-24T23:56:34.356-08:00</updated><title type='text'>การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน(SBM)</title><content type='html'>&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;(SBM)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;ความเป็นมา&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเป็นแนวคิดในการบริหารโรงเรียนที่ริเริ่มใน ประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ 1980 แล้วแพร่หลายไปยังประเทศอื่น แนวความคิดนี้มีความเชื่อมโยงกับการปฏิรูปการศึกษาและการกระจายอำนาจทางการศึกษา ซึ่งเกิดจากความไม่พอใจของผู้เกี่ยวข้องกับระบบการบริหารจัดการศึกษาของรัฐ มีการศึกษาและผลักดันให้เกิดนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องปัจจุบันมีการบริหารโดยใช้ โรงเรียนเป็นฐานครอบคลุมทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาแพร่หลายไปยังประเทศอื่น ๆ รวมทั้งกำลังจะถูกนำมาใช้ในประเทศไทยตามสาระบัญญัติของพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติพ.ศ.2542 มาตรา 40 ตั้งแต่เดือนสิงหาคมพ.ศ.2545 เป็นต้นไป &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;แนวความคิดพื้นฐาน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;แนวคิดเรื่องการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานนั้นได้รับอิทธิพลมาจากกระแส การเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จจาก หลักการ วิธีการ และกลยุทธ์ในการทำให้องค์การมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล ผลการปฏิบัติงานมีคุณภาพ สร้างกำไรและสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องยิ่งขึ้นความสำเร็จดังกล่าวนี้ทำให้ ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องเห็นว่าการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้นนั้น ต้องปรับกระบวนการ และวิธีการที่เคยเน้นแต่เรื่องการเรียนการสอนปรับไปสู่การบริหารโดยการกระจายอำนาจไปยัง โรงเรียนที่เป็นหน่วยปฏิบัติและให้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษา อย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;ความหมาย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;จากการประมวลแนวความคิดของนักวิชาการและองค์การต่าง ๆ จำนวนมาก อาจสรุปได้ว่าการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเป็นกลยุทธ์ในการปรับปรุงการศึกษา โดยเปลี่ยนอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจจากส่วนกลางไปยังแต่ละโรงเรียน โดยให้คณะกรรมการโรงเรียน (School Council หรือ School Board) ซึ่งประกอบด้วย ผู้ปกครอง ครู สมาชิกในชุมชน ผู้ทรงคุณวุฒิ ศิษย์เก่า และผู้บริหารโรงเรียน (บางโรงเรียนมีตัวแทนนักเรียนเป็นกรรมการด้วย) ได้มีอำนาจในการบริหารจัดการศึกษา ในโรงเรียน มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ บุคลากร และวิชาการ โดยให้เป็นไปตามความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครองและชุมชน&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;&lt;strong&gt;หลักการ&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;หลักการสำคัญในการบริหารแบบ (School-Based Management) โดยทั่วไป ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;1) หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization)&lt;/span&gt; ซึ่งเป็นการกระจายอำนาจการจัดการ ศึกษาจากกระทรวงและส่วนกลางไปยังสถานศึกษาให้มากที่สุด โดยมีความเชื่อว่าโรงเรียนเป็น หน่วยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการศึกษาเด็ก&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;2) หลักการมีส่วนร่วม (Participation or Collaboration or Involvement)&lt;/span&gt; เปิดโอกาส ให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีส่วนร่วมในการบริหาร ตัดสินใจ และร่วมจัดการศึกษา ทั้งครูผู้ปกครองตัวแทนศิษย์เก่าและตัวแทนนักเรียนการที่บุคคลมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา จะเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและจะรับผิดชอบในการจัดการศึกษามากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;3) หลักการคืนอำนาจจัดการศึกษาให้ประชาชน &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;(Return Power to People)&lt;/span&gt; ในอดีตการจัดการศึกษาจะทำหลากหลายทั้งวัดและองค์กรในท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการ ต่อมามีการร่วมการจัดการศึกษาไปให้กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เกิดเอกภาพและมาตรฐาน ทางการศึกษา แต่เมื่อประชากรเพิ่มขึ้น ความเจริญต่าง ๆ ก้าวไปอย่างรวดเร็ว การจัดการศึกษา โดยส่วนกลางเริ่มมีข้อจำกัดเกิดความล่าช้าและไม่สนองความต้องการของผู้เรียนและชุมชน อย่างแท้จริง จึงต้องมีการคืนอำนาจให้ท้องถิ่นและประชาชนได้จัดการศึกษาเองอีกครั้ง&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;4) หลักการบริหารตนเอง (Self-managing)&lt;/span&gt; ในระบบการศึกษาทั่วไป มักจะกำหนด ให้โรงเรียนเป็นหน่วยปฏิบัติตามนโยบายของส่วนกลาง โรงเรียนไม่มีอำนาจอย่างแท้จริง สำหรับการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานนั้นไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย และนโยบายของส่วนรวม แต่มีความเชื่อว่าวิธีการทำงานให้บรรลุเป้าหมายนั้นทำได้หลายวิธี การที่ส่วนกลางทำหน้าที่เพียงกำหนดนโยบายและเป้าหมายแล้วปล่อยให้โรงเรียนมีระบบ การบริหารด้วยตนเอง โดยให้โรงเรียนมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการดำเนินงาน ซึ่งอาจดำเนินการได้หลากหลายด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน แล้วแต่ความพร้อมและสถานการณ์ ของโรงเรียนผลที่ได้น่าจะมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมที่ทุกอย่างกำหนดมาจากส่วนกลาง ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;5) หลักการตรวจสอบและถ่วงดุล (Check and Balance)&lt;/span&gt; ส่วนกลางมีหน้าที่กำหนด นโยบายและควบคุมมาตราฐาน มีองค์กรอิสระทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพการบริหารและ การจัดการศึกษาเพื่อให้มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นไปตามกำหนดและมาตรฐานเป็นไปตามกำหนด และเป็นไปตามนโยบายของชาติ จากหลักการดังกล่าวทำให้เกิดความเชื่อมั่นว่าการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน จะเป็นการบริหารงานที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่ารูปแบบการจัดการศึกษา ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;จากการศึกษาพบว่า มีรูปแบบที่สำคัญอย่างน้อย 4 รูปแบบ ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;1) รูปแบบที่มีผู้บริหารโรงเรียนเป็นหลัก &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;(Administration Control SBM)&lt;/span&gt; ผู้บริหารเป็นประธานคณะกรรมการ ส่วนกรรมการอื่น ๆ ได้จากการเลือกตั้งหรือคัดเลือกจาก กลุ่มผู้ปกครอง ครู และชุมชน คณะกรรมการมีบทบาทให้คำปรึกษาแต่อำนาจการ ตัดสินใจยังคงอยู่ที่ผู้บริหารโรงเรียน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;2) รูปแบบที่มีครูเป็นหลัก (Professional Control SBM)&lt;/span&gt; เกิดจากแนวคิดที่ว่า ครูเป็นผู้ใกล้ชิดนักเรียนมากที่สุดย่อมรู้ปัญหาได้ดีกว่าและสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด ตัวแทนคณะครูจะมีสัดส่วนมากที่สุดในคณะกรรมการโรงเรียน ผู้บริหารยังเป็นประธาน คณะกรรมการโรงเรียนบทบาทของคณะกรรมการโรงเรียนเป็นคณะกรรมการบริหาร&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;3) รูปแบบที่ชุมชนมีบทบาทหลัก (Community Control SBM)&lt;/span&gt; แนวคิดสำคัญ คือ การจัดการศึกษาควรตอบสนองความต้องการและค่านิยมของผู้ปกครองและชุมชนมากที่สุด ตัวแทนของผู้ปกครอง และชุมชนจึงมีสัดส่วนในคณะกรรมการโรงเรียนมากที่สุด ตัวแทนผู้ปกครองและชุมชนเป็นประธานคณะกรรมการโดยมีผู้บริหารโรงเรียนเป็นกรรมการ และเลขานุการ บทบาท หน้าที่ของคณะกรรมการ โรงเรียนเป็นคณะกรรมการบริหาร&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;4) รูปแบบที่ครูและชุมชนมีบทบาทหลัก (Professional Community Control SBM)&lt;/span&gt; แนวคิดเรื่องนี้เชื่อว่าทั้งครูและผู้ปกครองต่างมีความสำคัญในการจัดการศึกษาให้แก่เด็ก เนื่องจากทั้ง2กลุ่มต่างอยู่ใกล้ชิดนักเรียนมากที่สุดรับรู้ปัญหาและความต้องการได้ดีที่สุดสัดส่วน ของครูและผู้ปกครอง (ชุมชน) ในคณะกรรมการโรงเรียนจะมีเท่า ๆ กันแต่มากกว่าตัวแทน กลุ่มอื่น ๆ ผู้บริหารโรงเรียนเป็นประธานบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการโรงเรียนเป็น คณะกรรมการบริหาร&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;แนวทางการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;1) หลักการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;หลักการพื้นฐานในการกำหนดรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ได้แก่&lt;br /&gt;1)หลักการกระจายอำนาจ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;2)หลักการมีส่วนร่วม&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;3)หลักการคืนอำนาจจัดการศึกษา ให้ประชาชน&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;4) หลักการบริหารตนเอง &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;5) หลักการตรวจสอบและถ่วงดุล&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;2) รูปแบบที่เหมาะสมกับริบทและกฎหมายการศึกษาของไทยในปัจจุบัน&lt;/span&gt; คือ รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานที่มีชุมชนเป็นหลัก &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;(Community Control SBM) คณะกรรมการสถานศึกษาประกอบด้วยกรรมการที่เป็นตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ 6 กลุ่ม ได้แก่ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ กลุ่มละไม่น้อยกว่า 2 คน และมีจำนวนเท่า ๆ กัน ให้คณะกรรมการสถานศึกษาเลือกกรรมการคนหนึ่งมีจำนวนเท่า ๆ กัน ให้คณะกรรมการสถานศึกษาเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธาน และอีกคนหนึ่งเป็น รองประธาน โดยผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการ โดยตำแหน่ง สำหรับจำนวนคณะกรรมการสถานศึกษาควรอยู่ในดุลพินิจและขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเรียน ซึ่งควรอยู่ระหว่าง 13-19 คน คณะกรรมการมีวาระการทำงาน 2 ปี และอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;3) วิธีการได้มา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;สถานศึกษาแต่งตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง ทำหน้าที่สรรหากรรมการที่เป็นผู้แทนจาก กลุ่มบุคคลต่างๆทั้ง 6 กลุ่มทั้งนี้อาจทำได้โดยการเลือกตั้งหรือการสรรหาและแต่งตั้งแล้ว แต่ความเหมาะสมเมื่อได้รายชื่อผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งแล้วผู้บริหารสถานศึกษาเสนอให้ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้แต่งตั้ง&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;4) บทบาทหน้าที่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ให้คณะกรรมการสถานศึกษามีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ทั้งการเป็นคณะกรรมการบริหารสถานศึกษาและการเป็นที่ปรึกษาแก่ผู้บริหารสถานศึกษา โดยให้มีบทบาทหน้าที่ทั่วไปบทบาทหน้าที่ในการบริหารสถานศึกษาทั้งด้านวิชาการบุคลากร ธุรการ งบประมาณ อาคารสถานที่ บริการ แผนงานและโครงการ ศาสนา และวัฒนธรรม&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;กลยุทธ์ในการนำรูปแบบบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานไปปฏิบัติ&lt;/span&gt; กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;1) การประชาสัมพันธ์ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;2) กำหนดบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ สถานศึกษาให้ชัดเจน &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;3)การสรรหาและการคัดเลือกคณะกรรมการสถานศึกษา&lt;br /&gt;4)การพัฒนาคณะกรรมการสถานศึกษา&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;5)การสนับสนุนให้บุคลากรในสถานศึกษาร่วมปฏิบัติ งานกับคณะกรรมการสถานศึกษา &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;6) การสร้างเครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษา&lt;br /&gt;7)การกำหนดมาตรฐานการดำเนินงานของคณะกรรมการสถานศึกษา&lt;br /&gt;8) พิจารณาให้สวัสดิการ บริการและสิทธิพิเศษแก่คณะกรรมการสถานศึกษา&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;1) สถานศึกษาควรใช้หลักการบริหาร 2 ประการ คือ หลักการบริหารตนเอง (Self-Management) ให้สถานศึกษามีอิสระในการบริหารจัดการ และหลักธรรมาภิบาล (GoodGovernance)ให้มีการบริหารจัดการที่ดียึดคุณธรรมโปร่งใสและสนองประโยชน์ต่อองค์การชุมชนและประเทศชาติ&lt;br /&gt;2) ควรเตรียมความพร้อมด้านระบบและบุคลากรมีการจัดระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพ มีการเตรียมความพร้อมแก่ผู้บริหารโรงเรียน ครู และประชาชนให้มีความรู้ ความสามารถในการจัดการก่อนทำหน้าที่คณะกรรมการสถานศึกษา&lt;br /&gt;3) ควรดำเนินโครงการนำร่องการบริหารจัดการในระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับสถานศึกษาโดยเน้นการกระจายอำนาการศึกษาและการบริหารแบบ &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#666600;"&gt;SBM ควรกำหนดบทบาทหน้าที่ระเบียบและแนวปฏิบัติต่าง ๆ โดยละเอียดในกฎกระทรวงและ กฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนที่สถานศึกษาต่างๆจะนำรูปแบบการบริหารแบบ SBM ไปใช้ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-931864399783564840?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/931864399783564840/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=931864399783564840' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/931864399783564840'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/931864399783564840'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/11/sbm-1980.html' title='การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน(SBM)'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-997866383646370425</id><published>2008-11-22T02:55:00.000-08:00</published><updated>2008-11-28T20:01:01.626-08:00</updated><title type='text'>การทำงานเป็นทีม(Team work Competency)</title><content type='html'>&lt;span style="color:#999900;"&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;การทำงานเป็นทีม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การทำงานเป็นทีมเป็นวิธีที่ดีในการดึงขีดความสามารถของบุคคลมาใช้ ทีมที่มีสมรรถนะการทำงานสูงต้องมีความเชื่อถือ ไว้วางใจซึ่งกันและกันในระหว่างสมาชิกของทีม โดยมีองค์ประกอบพื้นฐานของแนวความคิดเกี่ยวกับความไว้วางใจ 5 ประการ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;ความไว้วางใจ(trust)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;1.ความซื่อสัตย์ (Integrity)&lt;br /&gt;2.ความสามารถ(Competence)&lt;br /&gt;3.ความคงเส้นคงวา(Consistency)&lt;br /&gt;4.ความจงรักภักดี(Loyalty)&lt;br /&gt;5.เปิดเผย(Openness)&lt;br /&gt;แสดงทัศนะของความเชื่อถือไว้วางใจ (Dimensions Of trust) (Robbins. 1996 : 356)&lt;br /&gt;1. ความซื่อสัตย์ (Integrity) : ความซื่อสัตย์และความจริงใจ&lt;br /&gt;2. ความสามารถ (Competence) : ความรู้และทักษะทางเทคนิคและการสื่อสารระหว่างบุคคล&lt;br /&gt;3. ความคงเส้นคงวา (Consistency) : ความไว้วางใจได้ ความสามารถคาดคะเนได้ ความสามารถในการใช้วิจารณญาณที่ดีในสถานการณ์ต่าง ๆ&lt;br /&gt;4. ความจงรักภักดี (Loyalty) : ความเต็มใจที่จะปกป้องและช่วยเหลือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;5. ความเป็นคนเปิดเผย (Openness) : ความเต็มใจที่จะแลกเปลี่ยนความคิดและข่าวสารข้อมูลอย่างเต็มที่&lt;br /&gt;ทัศนะ 5 ประการนี้มีการจัดลำดับความสำคัญโดย (1) ความซื่อสัตย์จะมีความสำคัญมากกว่าความสามารถ (2) ความสามารถจะมีความสำคัญมากกว่า ความจงรักภักดี (3) ความจงรักภักดีจะมีความสำคัญมากกว่าความคงเส้นคงวา (4) ความคงเส้นคงวามีความสำคัญมากกว่าความเป็นคน เปิดเผย ความซื่อสัตย์และความสามารถเป็นสิ่งสำคัญสุด เพื่อการตัดสินใจเลือกบุคคลที่มีความเชื่อถือไว้วางใจในใครคนใดคนหนึ่ง ความซื่อสัตย์ดูเหมือนจะถูกให้คะแนนสูงสุด เพราะว่าคนที่ปราศจากการรับรู้ในระบบคุณธรรมและไม่มีพื้นฐานแห่งความซื่อสัตย์แล้วก็จะไม่เกิดความเชื่อถือไว้วางใจต่อกัน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;แล้วจะสร้างความเชื่อถือไว้วางใจได้อย่างไร (How do you build trust ? )&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;แนวทางการสร้างความเชื่อถือไว้วางใจในทีมงาน สามารถกระทำได้ ดังนี้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;1. การให้บุคคลอื่นได้รู้ว่าท่านให้ความสนใจในสิ่งที่เขาสนใจ&lt;br /&gt;2. การทำงานเป็นทีม ให้การสนับสนุน ตลอดจนใช้คำพูดและการกระทำปกป้องทีมงานและสมาชิกในทีมงาน ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นการแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกันของทีมงาน&lt;br /&gt;3. การเป็นคนเปิดเผย จะนำไปสู่ความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นดังนั้นจึงควรอธิบายการตัดสินใจอย่างซื่อตรงและเปิดเผยเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อจะได้ร่วมกันระดมความคิด (Brain storming) เพื่อหาทางแก้ไขที่เหมาะสมต่อไป&lt;br /&gt;4. มีความยุติธรรม ก่อนการตัดสินใจหรือกระทำการใด ๆ พึงพิจารณาว่าคนอื่น ๆ จะรับรู้หรือรู้สึกว่ามีความยุติธรรมหรือไม่ ให้ความยุติธรรมในการประเมินผลโดยยึดหลักความเสมอภาคหรือความเป็นธรรมในการให้รางวัล&lt;br /&gt;5. พูดตรงตามความรู้สึกของตนเอง การพูดอย่างจริงใจจะทำให้เกิดความเคารพผู้พูดมากขึ้น&lt;br /&gt;6. แสดงความคงเส้นคงวาในคุณค่าอันเป็นพื้นฐานซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจ ใช้เวลาคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นคุณค่าและเป็นที่เชื่อถือแล้วนำมาเป็นเครื่องชี้การตัดสินใจโดยต้องรู้ถึงความประสงค์ แล้ววางโครงการซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อถือความไว้วางใจ&lt;br /&gt;7. สร้างความเชื่อมั่น โดยการปฏิบัติตนให้เป็นที่เชื่อถือและไว้วางใจจากบุคคลในทีมงาน และเป็นตัวอย่างที่ดีให้กันและกัน&lt;br /&gt;8. แสดงให้เห็นถึงความสามารถ ทำให้คนอื่นมีความชื่นชมและความเคารพนับถือโดยการแสดงให้เห็นถึงความสามารถด้านอาชีพและเทคนิคต่าง ๆ ความรู้สึกที่ดีต่อธุรกิจ ให้ความสนใจในการพัฒนาการสื่อสาร การสร้างทีมงาน และทักษะการสรางความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล&lt;br /&gt;การทำงานเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันเป็นทีมงานนั้นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนในทีมงาน มีการให้ข้อมูลแก่กันและกัน รวมถึงต้องเผชิญกับความแตกต่างของแต่ละคนด้วยไม่ว่าจะเป็น ในด้าน อุปนิสัย ทัศนคติ ความสนใจ และการแสดงออก ของแต่ละคน&lt;br /&gt; ในทุกวันของการทำงานดูเหมือนว่ามีการทำงานเป็น “ทีมงาน” แต่จริง ๆ แล้วอาจเป็นเพียง “กลุ่มงาน” เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#9999ff;"&gt; แล้วทีมงานกับกลุ่มงานแตกต่างกันอย่างไร (Teams VS Groups : What is the difference ?)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;กลุ่มงาน (Work group)&lt;/span&gt; คือ กลุ่มซึ่งมีกิจกรรมระหว่างกันเพื่อใช้ข้อมูลร่วมกันในการ ตัดสินใจช่วยเหลือให้สมาชิกแต่ละคนทำงานภายในขอบข่ายที่เขารับผิดชอบ&lt;br /&gt;กลุ่มงานไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามในการทำงานร่วมกัน ดังนั้นจึงมีลักษณะคล้ายกับการที่สมาชิกแต่ละคนมีการช่วยเหลือกันตามส่วนที่ได้รับแบ่งความรับผิดชอบ ไม่มีการเชื่อมโยงทรัพยากรและใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิผลในทางบวกซึ่งจะสร้างระดับของสมรรถนะที่มากกว่าผลรวมของปัจจัย นำเข้า&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;ทีมงาน (Work team, Team work)&lt;/span&gt; เป็นการเชื่อมโยงและใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดผลจากการใช้ความพยายามของแต่ละบุคคลรวมกัน หรือหมายถึงกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันทำงานให้สำเร็จ ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในองค์กรหรือสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่องค์การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;ลักษณะของกลุ่มงาน(Work Groups)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;1.เป้าหมาย(Goal) = มีการแบ่งปันข้อมูล(Share information)&lt;br /&gt;2.คุณค่า(พลัง)ในการใช้ทรัยากรร่วมกัน(Synergy)= เป็นกลาง บางครั้งเป็นลบ[Neutral (Sometimes negative)]&lt;br /&gt;3.ความรับผิดชอบในการทำงาน(Accountability) =ทำงานส่วนบุคคล(Individual&lt;br /&gt;4.ทักษะ(Skills)= ไม่สม่ำเสมอ(Random and varied)&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;ลักษณะของทีมงาน(Work Teams)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;1.เป้าหมาย (Goal)=ลักษณะการทำงานร่วมกัน(Collective Performance)&lt;br /&gt;2.คุณค่า(พลัง)ในการใช้ทรัพยากรร่วมกัน(Synergy)=เป็นบวก(Positive)&lt;br /&gt;3.ความรับผิดชอบในการทำงาน(Accountability)=ส่วนบุคคลและร่วมมือ(Individual and mutual)&lt;br /&gt;4.ทักษะ(Skills)=มีการพัฒนาอยู่เสมอ(Complementary)&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;(ด้านบนแสดงการเปรียบเทียบกลุ่มงานและทีมงาน) (Comparing work groups and work team)(Robbins. 1996 : 348)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;ในการทำงานเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันเป็นทีมงานนั้นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคนในทีมงานมีการให้ข้อมูลแก่กันและกัน และต้องยอมรับความแตกต่างของแต่ละคนด้วย เพื่อให้สามารถดึงศักยภาพของแต่ละคนในทีมงานออกมาให้ได้มากที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ร.ท.หญิง หยาดพิรุณ ส่อสืบ&lt;br /&gt;เรียบเรียงจาก : หนังสือพฤติกรรมองค์การ&lt;br /&gt;Organizational Behavior (OB)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-997866383646370425?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/997866383646370425/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=997866383646370425' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/997866383646370425'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/997866383646370425'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/11/team-work-competency.html' title='การทำงานเป็นทีม(Team work Competency)'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-47114884375168033</id><published>2008-11-18T03:25:00.000-08:00</published><updated>2008-11-18T03:38:38.262-08:00</updated><title type='text'>กางนโยบายของบารัก  โอบามา(Barak Obama)</title><content type='html'>&lt;span style="color:#663366;"&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;นโยบายการศึกษาของโอบามา&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;ได้อ่านพบกันทุกวันอังคารของท่านเลขา สพฐ. เสนอแนะให้ไปอ่านนโยบายการศึกษาของโอบามา จึงตามไปดูว่ามันอะไรกันนักกันหนา ทำไมท่านไม่แปลมาเผยแพร่ให้สมกะที่ท่านจบด๊อกเตอร์จากอเมริกา&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;K - 12 (ตั้งแต่ระดับอนุบาลศึกษา ถึงเกรด 12) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;ข้อ 1 ปฏิรูปไม่ให้มีเด็กถูกทอดทิ้ง&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;(Reform No Child Left Behind) โอบามาจะเปลี่ยนแปลงกฏหมาย โดยเชื่อว่าครูไม่ควรยัดเยียดการใช้เวลาของนักเรียนแต่ละปีการศึกษาเพื่อตอบแบบทดสอบมาตรฐานอย่างไร้สาระ(ทำแบบทดสอบมาตรฐานมากเกินไป) โอบามาจะยกระดับการทดสอบเพื่อใช้สำหรับการพัฒนาความก้าวหน้าของผู้เรียนสู่ระดับวิทยาหรือสถานประกอบการ ยกระดับการเรียนของผู้เรียนให้เหมาะกับเวลาและศักยภาพของบุคคล โอบามาจะจัดการนโยบายนี้อย่างโปร่งใส โดยสนับสนุนการปรับปรุงตามที่โรงเรียนต้องการมากกว่าการลงโทษ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;ข้อ 2 สนับสนุนโรงเรียนที่มีคุณภาพสูงและยกเลิกใบอนุญาตโรงเรียนที่มีคุณภาพต่ำ&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;ข้อ 3 ทำการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ - คณิตศาสตร์ให้เป็นวาระแห่งชาติ&lt;/span&gt; ฯลฯ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;ด้านครู&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;1.การสรรหาครู (Recruit Teachers)&lt;br /&gt;2.การเตรียมครูให้มีความพร้อม (Prepare Teachers)&lt;br /&gt;3.การสงวนรักษาครู (Retain Teachers)&lt;br /&gt;4.การให้รางวัลครู (Reward Teachers)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;ขณะที่ประเทศไทยกำลังทดสอบ NT , O-Net , A-Net และกำลังจะกลายเป็นธุรกิจการศึกษาที่มีวงเงินมหาศาล บางบริษัทกำลังจัดสอบ Pre-O-Net หรือ Pre-A-Net แปลว่าสอบกันให้ตายไปข้างหนึ่งเลย เด็ก ๆ ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว นอกจากใจจดจ่อกับการสอบ ไม่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ ไม่ต้องคิดที่จะประดิษฐ์คิดค้นอะไรใหม่ ๆ คิดอย่างเดียวคือ สอบ สอบ และสอบ&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;(4 บรรทัดท้ายๆนั้น เป็นแนวคิดของผู้เขียนบทความในเวบครูบ้านนอกครับ...โปรดมีวิจารณญาณ..ขอบคุณ ครูบ้านนอกดอทคอม)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#663366;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-47114884375168033?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/47114884375168033/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=47114884375168033' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/47114884375168033'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/47114884375168033'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/11/barak-obama.html' title='กางนโยบายของบารัก  โอบามา(Barak Obama)'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-4306637184970275166</id><published>2008-11-12T04:13:00.000-08:00</published><updated>2008-11-12T04:22:06.790-08:00</updated><title type='text'>ประกาศสอบผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 2551</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:180%;color:#cc9933;"&gt;ด่วนที่สุด... &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;คลิ๊กที่นี่&lt;/span&gt;..&lt;a href="http://www.moe.go.th/webtcs/news51/exam51.pdf"&gt;http://www.moe.go.th/webtcs/news51/exam51.pdf&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-4306637184970275166?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/4306637184970275166/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=4306637184970275166' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/4306637184970275166'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/4306637184970275166'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/11/2551.html' title='ประกาศสอบผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 2551'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-6993862201522518706</id><published>2008-11-12T03:02:00.000-08:00</published><updated>2008-11-12T04:03:05.525-08:00</updated><title type='text'>นโยบาย สพฐ.ปีงบประมาณ 2552</title><content type='html'>&lt;a name="_Toc209869330"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a name="_Toc209865886"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name="_Toc209865368"&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;แนวทางการขับเคลื่อนนโยบายของ สพฐ. ปีงบประมาณ ๒๕๕๒&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff9966;"&gt;ผลผลิตหลักของ สพฐ. ปี ๒๕๕๒ ผลผลิตจำนวน ๕ ผลผลิต ได้แก่&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. ผู้จบการศึกษาก่อนประถมศึกษา&lt;br /&gt;๒. ผู้จบการศึกษาภาคบังคับ&lt;br /&gt;๓. ผู้จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย&lt;br /&gt;๔. เด็กพิการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานและพัฒนาสมรรถภาพ&lt;br /&gt;๕. เด็กด้อยโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cccccc;"&gt;เป้าหมายการให้บริการของ สพฐ. ๓ ด้าน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;๑. ด้านโอกาสทางการศึกษา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;๑.๑ ประชากรในวัยเรียนได้รับโอกาสในการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียม ทั่วถึง และได้รับโอกาส&lt;br /&gt;ในการศึกษาปฐมวัยอย่างน้อย 1 ปี ก่อนเข้าเรียนในระดับการศึกษาภาคบังคับ&lt;br /&gt;๑.๒ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้เรียนในเขตพื้นที่พิเศษได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาปฐมวัยอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงตามลักษณะของผู้เรียนแต่ละกลุ่มและประเภท&lt;br /&gt;๑.๓ ผู้เรียน ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ&lt;br /&gt;และสอดคล้องกับอัตลักษณ์ วิถีชีวิตและความต้องการของชุมชน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;๒. ด้านคุณภาพการศึกษา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;๒.๑ ผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาปฐมวัย&lt;br /&gt;๒.๒ ครูผู้สอนมีเพียงพอและสามารถจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ความสำคัญกับพื้นฐานและศักยภาพของผู้เรียน&lt;br /&gt;๒.๓ สถานศึกษาทุกแห่งมีระบบประกันคุณภาพภายในและผ่านการประเมินการศึกษาของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc6600;"&gt;๓. ด้านประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา ตลอดจนองค์คณะบุคคลตามกฏหมายมีความพร้อม และมีความเข้มแข็งที่จะปฏิบัติหน้าที่ตามหลักธรรมาภิบาลอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล โดยใช้เครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;กลยุทธ์สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีงบประมาณ ๒๕๕๒ ๖ กลยุทธ์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. ปลูกฝังคุณธรรม ความสำนึกในความเป็นชาติไทย และวิถีชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้แก่นักเรียนทุกคน&lt;br /&gt;๒. เพิ่มอัตราการเข้าเรียนในทุกระดับ ทั้งเด็กทั่วไป ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ลดอัตราการออกกลางคัน และ พัฒนารูปแบบการให้บริการการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่เยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษา&lt;br /&gt;๓. ยกระดับคุณภาพสถานศึกษาสู่มาตรฐานการศึกษาของชาติ พัฒนาผู้เรียน สมรรถนะครูและบุคลากรอย่างเป็นระบบ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานและปฐมวัย และการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรการศึกษาอย่างเต็มตามศักยภาพ&lt;br /&gt;๔. เร่งรัดพัฒนาความพร้อมในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้แก่สถานศึกษาและหน่วยงานการศึกษาในสังกัดเพื่อการเรียนรู้และการบริหารจัดการ&lt;br /&gt;๕. สร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการบริหารและการจัดการศึกษาเพื่อรองรับการกระจายอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพบนหลักธรรมาภิบาลในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา&lt;br /&gt;๖. เร่งพัฒนาการศึกษาและคุณภาพชีวิตนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษ เฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ffccff;"&gt;กลยุทธ์ เป้าหมายความสำเร็จ และมาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name="_Toc209869334"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a name="_Toc209865890"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a name="_Toc209865372"&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;กลยุทธ์ที่ ๑ ปลูกฝังคุณธรรม ความสำนึกในความเป็นชาติไทย และวิถีชีวิตตาม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่นักเรียนทุกคน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff99ff;"&gt;เป้าหมายความสำเร็จ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;๑. นักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ผ่านการประเมินคุณธรรม มีสำนึกในความเป็นชาติไทย สามารถปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและวิถีประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. สำรวจสภาพการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระสังคมศึกษา&lt;br /&gt;๒. ประเมินความเข้าใจของนักเรียนตามมาตรฐานการเรียนรู้&lt;br /&gt;๓. เสริมประสิทธิภาพในการพัฒนาหลักสูตรแกนกลาง หลักสูตรสถานศึกษา&lt;br /&gt;๔. พัฒนาสื่อและการจัดการเรียนการสอน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;๒. ลดจำนวนเยาวชนมีพฤติกรรมเสี่ยง มีโรงเรียนคุณธรรมต้นแบบและโรงเรียนวิถีพุทธต้นแบบผ่านเกณฑ์การประเมิน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่งมีข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมเด็กติดเกมส์ การตั้งครรภ์ ปัญหาเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน ความรุนแรงในโรงเรียน และการกระทำผิดในหมู่นักเรียน&lt;br /&gt;๒. จัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมตามนโยบายในแต่ละสถานศึกษา&lt;br /&gt;๓. มีระบบการจัดการความรู้&lt;br /&gt;๔. มีแผนส่งเสริมและติดตามผลการพัฒนาคุณธรรมสู่การปฏิบัติ และเฝ้าระวังปัญหายา เสพติดในโรงเรียน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;๓. ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนมีความรู้ความเข้าใจในนโยบาย ประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี และสามารถจัดการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังคุณธรรมได้ตามนโยบาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. พัฒนาผู้บริหาร และครูให้มีความเข้าใจและมีความพร้อมที่จะจัดกิจกรรมการเรียน การสอน&lt;br /&gt;๒. พัฒนาผู้เรียนเพื่อปลูกฝังคุณธรรม โดยให้ความสำคัญกับสถานศึกษาที่มีข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงของนักเรียนสูง&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;๔. โรงเรียนทุกแห่งจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังคุณธรรม ความสำนึกในความเป็นชาติไทยและวิถีชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมลดภาวะโลกร้อน โดยมีโรงเรียนผ่านมาตรฐานและสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับโรงเรียนอื่นไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๕๐&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาสื่อ&lt;br /&gt;๒. จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่หลากหลาย โดยเฉพาะการจัดค่าย การแสดง ลูกเสือ ดนตรี กีฬา เพื่อเป็นแนวทางในการปลูกฝังคุณธรรม ความสำนึกในความเป็นชาติไทย วิถีประชาธิปไตย&lt;br /&gt;๓. จัดกิจกรรมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน&lt;br /&gt;๔. ให้ความสำคัญแก่การสร้างเสริมจิตสำนึกในความเป็นชาติไทยเป็นพิเศษในปีงบประมาณ ๒๕๕๒&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;๕. โรงเรียนทุกแห่งมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และโรงเรียนที่เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลายสามารถพัฒนาระบบได้มาตรฐานไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๓๐&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;๑. สนับสนุนการพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนทุกแห่ง โดยให้ความสำคัญกับโรงเรียนที่เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลายอย่างครบวงจร และประเมินมาตรฐานของระบบเป็นรายโรงเพื่อพัฒนาต่อยอด&lt;br /&gt;๒. ส่งเสริมให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาทำงานเป็นเครือข่ายกับสถาบันทางศาสนา ผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมคุณธรรมและแก้ปัญหาพฤติกรรมของครูและบุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;กลยุทธ์ที่ ๒ เพิ่มอัตราการเข้าเรียนในทุกระดับ ทั้งเด็กทั่วไป ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ลดอัตราการออกกลางคัน และพัฒนารูปแบบการให้บริการการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่เยาวชนที่อยู่ นอกระบบการศึกษา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ffccff;"&gt;เป้าหมายความสำเร็จ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff99ff;"&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;๑. เพิ่มอัตราการเข้าเรียนภาคบังคับโดยรวม ไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๙๐ โดยไม่มีตำบลใดที่มีอัตราการเข้าเรียน&lt;br /&gt;การศึกษาภาคบังคับต่ำกว่าร้อยละ ๘๐ และลดอัตราการออกกลางคันให้เหลือไม่เกินร้อยละ ๐.๘ และเพิ่มอัตราการเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ เรียนต่อมัธยมศึกษาตอนปลายทุกสังกัดไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. ปรับปรุงระบบข้อมูลและระบบวางแผนเพื่อเพิ่มอัตราการเข้าเรียน อัตราการเรียนต่อ การพัฒนาสถาน ศึกษา การขยายบริการทางการศึกษา และการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสมกับสภาพในแต่ละเขตพื้นที่&lt;br /&gt;๒. ปรับปรุงและกำกับแนวปฏิบัติเรื่องการรับนักเรียนให้โปร่งใส เป็นธรรม และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จัดทำแผนยุทธศาสตร์และสนับสนุนการขยาย จัดตั้งและพัฒนาโรงเรียนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในโอกาสและคุณภาพการศึกษา&lt;br /&gt;๓. สนับสนุนปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนที่ด้อยโอกาสและผู้มีความต้องการพิเศษอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง&lt;br /&gt;๔. แสวงหาแนวทางสนับสนุนโรงเรียนให้สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพโดยไม่ต้องเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อเสนอขอความสนับสนุนจากรัฐบาล&lt;br /&gt;๕. ส่งเสริมการจัดและมีส่วนร่วมจัดในการจัดการศึกษา โดยบุคคล ครอบครัว สถานประกอบการ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;๒. เพิ่มจำนวนผู้เรียนที่พิการผู้ด้อยโอกาส ผู้ตกหล่น ผู้ออกกลางคันและอยู่นอกระบบโรงเรียนให้ได้รับบริการทางการศึกษาทั้งในพื้นที่ทั่วไปและพื้นที่พิเศษ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. ขยายบริการทางการศึกษาสำหรับผู้เรียนที่มีปัญหาทางการ เรียนรู้ ทางสติปัญญาและอารมณ์เด็กและเยาวชนที่เจ็บป่วยในโรงพยาบาล ตลอดจนสนับสนุนและประสานการระดมทรัพยากร สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการตามสภาพความจำเป็น ในการเรียนรู้&lt;br /&gt;๒. สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาเพื่อเข้าถึงเด็กและเยาวชนผู้พิการ ผู้มีความต้องการพิเศษ ผู้ด้อยโอกาส และผู้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร&lt;br /&gt;๓. พัฒนาระบบที่จะสนับสนุนปัจจัยสำหรับผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเป้าหมายพิเศษตามความจำเป็น เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการรับการศึกษา 12 ปี&lt;br /&gt;๔. ขยายเครือข่ายโรงเรียนแกนนำเรียนร่วมในการศึกษาระดับปฐมวัย ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993399;"&gt;๓. ร้อยละ ๘๐ ของประชากรวัย ๔ – ๖ ปี ได้รับการศึกษาปฐมวัยอย่างน้อย ๑ ปี โดยให้ความสำคัญแก่ผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเป้าหมายพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;๑. ส่งเสริมให้เด็กอายุช่วงปฐมวัยเข้าเรียนทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชน&lt;br /&gt;๒. สนับสนุนการพัฒนาเด็กปฐมวัย และให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเป้าหมายพิเศษ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;กลยุทธ์ที่ ๓ ยกระดับคุณภาพสถานศึกษาสู่มาตรฐานการศึกษาของชาติ พัฒนาผู้เรียน สมรรถนะครูและ&lt;br /&gt;บุคลากรอย่างเป็นระบบ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และปฐมวัย และการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนบรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรการศึกษาอย่างเต็มตามศักยภาพ &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ffccff;"&gt;เป้าหมายความสำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;๑. สถานศึกษาร้อยละ ๘๐ ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานตามระบบประกันคุณภาพ ภายใน และผ่านเกณฑ์การประเมินการรับรองมาตรฐานของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาในระดับดีขึ้นไปอย่างน้อยร้อยละ ๘๐ และไม่มีสถานศึกษาใดอยู่ในระดับปรับปรุง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. กำกับ ดูแล ช่วยเหลือเพื่อพัฒนาสถานศึกษาที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานและสถานศึกษาขนาดเล็กตามแผนยุทธศาสตร์โรงเรียนขนาดเล็ก&lt;br /&gt;๒. สนับสนุนการพัฒนาสถานศึกษาที่ได้รับรองตามมาตรฐานการประเมินคุณภาพภายนอกให้พัฒนาต่อยอดสู่ระดับดีและดีมาก โดยมีโรงเรียนดีใกล้บ้านในทุกอำเภอให้เป็นต้นแบบศูนย์การพัฒนาการเรียนรู้ทุกกลุ่มสาระแก่ครูและนักเรียนในพื้นที่ และมีศูนย์ปฐมวัยต้นแบบ สถานศึกษาผู้นำด้านต่างๆ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับสถานศึกษาอื่น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;๒. สถานศึกษาทุกแห่งมีอัตราการขาดครูไม่เกินร้อยละ 30 และสถานศึกษาที่เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย มีครูตรงวุฒิ หรือผ่านการประเมินความรู้ความสามารถตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. ให้ความสำคัญแก่การพัฒนาระบบข้อมูลและแผนยุทธศาสตร์เพื่อบริหารและพัฒนาครูทั้งระบบ การแก้ปัญหาการขาดแคลนครู การมีครูไม่ตรงวุฒิ และเร่งพัฒนาสมรรถนะครูทุกกลุ่มสาระอย่างครบวงจร&lt;br /&gt;๒. ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาการเรียนการสอนในวิชาภาษาอังกฤษ และภาษาจีน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;๓. สถานศึกษานำร่องมีหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของสถานศึกษาที่ได้มาตรฐานสอดคล้องกับสภาพปัญหาท้องถิ่น และสามารถจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. สนับสนุนโรงเรียนนำร่องการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน และการขยายผลสู่ สถานศึกษาทั่วไป และสถานศึกษาที่จัดการศึกษาพิเศษสำหรับผู้พิการและ ด้อยโอกาส&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;span style="color:#6633ff;"&gt;๔. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาทุกแห่งสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาทุกระดับให้สูงขึ้น และลดจำนวนผู้เรียนที่อยู่ในเกณฑ์ ปรับปรุง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. ปรับปรุงระบบวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ในสถานศึกษา ปรับปรุงระบบเทียบโอนประสบการณ์ และพัฒนาระบบประเมินผลสัมฤทธิ์ออนไลน์เพื่อการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนรวมถึงส่งเสริมการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;๒. ส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้และรูปแบบพัฒนากระบวนการคิด การจัดการเรียนรู้ที่ สอดคล้องกับพัฒนาการทางสมอง การส่งเสริมการอ่าน การศึกษาปฐมวัย การให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาพื้นฐานทางอาชีพและการมีงานทำ&lt;br /&gt;๓. ส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษโดยพัฒนาระบบวัดแวว ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน พัฒนาครูให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องผู้มีความสามารถพิเศษ และจัดตั้งศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพ ประจำจังหวัด&lt;br /&gt;๔. พัฒนาการเรียนการสอนสำหรับเด็กพิการ และเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ให้ขยายผลได้มากขึ้นส่งเสริมการพัฒนาเครือข่ายเพื่อส่งเสริมคุณภาพ ระบบจัดการความรู้ การจัดเวทีวิชาการสำหรับสถานศึกษา ครู และนักเรียน&lt;br /&gt;๕. ส่งเสริมการพัฒนาเครือข่ายเพื่อส่งเสริมคุณภาพ ระบบจัดการความรู้ การจัดเวทีวิชาการ สำหรับสถานศึกษา ครู และนักเรียน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;กลยุทธ์ที่ ๔ เร่งรัดพัฒนาความพร้อมในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้แก่ สถานศึกษาและหน่วยงานการศึกษาในสังกัดเพื่อการเรียนรู้และการบริหารจัดการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff99ff;"&gt;เป้าหมายความสำเร็จ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;๑. นักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับทุกคนร้อยละ ๘๐ มีความรู้และมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ พื้นฐานเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ และนักเรียนที่จบมัธยมศึกษาตอนปลายอย่างน้อยร้อยละ ๔๐ สามารถเขียนโปรแกรมและออกแบบเว็ปเพจได้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. ปรับสาระการเรียนรู้คอมพิวเตอร์และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นที่สอดแทรกการใช้ ICT เป็นเครื่องมือการเรียนรู้และแสวงหาความรู้ในทุกกลุ่มสาระ&lt;br /&gt;๒. ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีศูนย์การเรียนรู้ ICT ในชุมชนและท้องถิ่น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;a name="_Toc209869336"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a name="_Toc209865892"&gt;&lt;/a&gt;&lt;a name="_Toc209865374"&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;๒. ครูร้อยละ ๗๐ มีความรู้และทักษะพื้นฐานในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอนและการบริหาร&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;จัดการ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;      &lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้และทักษะพื้นฐานในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอนและการบริหารจัดการในสถานศึกษาด้วยวิธีการที่หลากหลาย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;๓. สถานศึกษาร้อยละ ๙๐ มีการนำคอมพิวเตอร์ มาใช้เพื่อการบริหารและสถานศึกษาร้อย ละ ๗๐ มีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้เพื่อการเรียนการสอนในอัตราส่วน ๑ เครื่อง ต่อนักเรียน ๔๐ คน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. สนับสนุนคอมพิวเตอร์ให้กับสถานศึกษา และประสานให้มีการสนับสนุนคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอนและบริหารจัดการจากภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;๔. สถานศึกษาร้อยละ ๙๐ มีการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และสถานศึกษา ร้อยละ ๙๐ นำ ICT มาช่วยจัดกระบวนการเรียนรู้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;๑. ปรับเปลี่ยนระบบสื่อสาร ความเร็วอินเทอร์เน็ตในสถานศึกษาทั่วประเทศเป็น ๕๑๒ Mbps และสถานศึกษาตามโครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์เป็น ๒ KMbps&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;๕. สถานศึกษาขนาดเล็ก และสถานศึกษาในพื้นที่ ห่างไกล ร้อยละ ๕๐ มีระบบการศึกษาทางไกล เพื่อ&lt;br /&gt;เสริมคุณภาพการจัดการเรียนการสอน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. เร่งสนับสนุนเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ สื่อ และระบบอินเตอร์เน็ตในสถานศึกษาขนาดเล็กและสถานศึกษาห่างไกลในการนำระบบการศึกษาทางไกลเพื่อเสริมคุณภาพการจัดการเรียนการสอน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc66cc;"&gt;๖. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง มีศูนย์รวมสื่อเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนให้กับสถานศึกษาได้ทุกกลุ่มสาระ มีศูนย์เครือข่ายการซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์ในเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักงานในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไปใช้เพื่อการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. พัฒนา Web Portal&lt;br /&gt;๒. จัดทำ Visual field trip ติวเตอร์ออนไลน์&lt;br /&gt;๓. จัดทำห้องเรียนทันข่าว e-Learning&lt;br /&gt;๔. ส่งเสริมศูนย์ ICT ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา&lt;br /&gt;๕. จัดทำฐานข้อมูลและ Back office&lt;br /&gt;๖. จัดทำศูนย์เครือข่ายการซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;กลยุทธ์ที่ ๕ สร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการบริหารและการจัดการศึกษาเพื่อรองรับการกระจายอำนาจอย่างมีประสิทธิภาพบนหลักธรรมาภิบาลในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ffccff;"&gt;เป้าหมายความสำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#6666cc;"&gt;๑. ทุกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสนับสนุน ให้องค์คณะบุคคลตามกฎหมายมีความพร้อมและมีบทบาทในการปฏิบัติหน้าที่อย่างมีเอกภาพและสอดคล้องกัน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. สร้างความเข้มแข็งให้องค์คณะบุคคลในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาโดยองค์คณะบุคคลสามารถทำงานเชิงบูรณาการให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างกันและมี ส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6666cc;"&gt;๒. สถานศึกษาที่ผ่าการอบรมผู้นำการเปลี่ยนแปลงไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๐ ผ่านการประเมินโรงเรียนที่บริหารจัดการแบบโรงเรียนเป็นฐาน และสามารถเป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนโรงเรียนอื่นในการพัฒนาคุณภาพ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;๑. สถานศึกษาประเภทที่หนึ่งประเมินตนเองและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรวจสอบการประเมินตนเองของสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานและมาตรฐาน SBM&lt;br /&gt;๒. ส่งเสริมสถานศึกษาตามความพร้อมของสถานศึกษาในการบริหารจัดการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานโดยมีสถานศึกษาที่มีความพร้อม เป็นพี่เลี้ยงสนับสนุนในการพัฒนาคุณภาพ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6666cc;"&gt;๓. ทุกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีระบบเครือข่ายเพื่อพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพระหว่างโรงเรียนประเภทต่างๆ ที่มีความเข้มแข็ง สามารถเป็นกลไกในการจัดการความรู้ พัฒนาคุณภาพ ติดตามดูแลแก้ปัญหา อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาส่งเสริมการทำงานของเครือข่ายสถานศึกษาประเภทที่หนึ่งในภาพรวมจังหวัด&lt;br /&gt;๒. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจัดทำระบบสารสนเทศ รายสถานศึกษาที่เป็นปัจจุบันและนำไปใช้พัฒนาคุณภาพการศึกษาทั้งข้อมูลครูและบุคลากรทางการศึกษารายบุคคลข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระวิชาหลักของนักเรียนรายบุคคลและผลการประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษาและผลการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ.&lt;br /&gt;๓. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา นิเทศติดตาม ช่วยเหลือสถานศึกษาประเภทที่สองและเครือข่ายสถานศึกษาประเภทที่สอง&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6666cc;"&gt;๔. ทุกโรงเรียนมีคณะกรรมการนักเรียนและ ผู้แทนนักเรียนประเภทต่างๆ ซึ่งได้รับการพัฒนาให้มีความพร้อมและมีบทบาทในการนำเสนอความคิดเห็น และร่วมพัฒนาโรงเรียน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. สนับสนุนกิจกรรมของคณะกรรมการนักเรียน และผู้แทนนักเรียนประเภทต่างๆ ในการเข้ามีส่วนร่วมการสนับสนุน วิถีประชาธิปไตย บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม และเสริมสร้างคุณธรรม ความรักชาติ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6666cc;"&gt;๕. ร้อยละ ๑๕ ของสถานศึกษามีการสนับสนุน ของผู้ปกครอง ชุมชน และสมาคม เพื่อการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมจัด และส่งเสริม การจัดการศึกษาที่เกี่ยวข้อง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. เครือข่ายผู้ปกครอง องค์กรนักเรียนมีส่วนร่วมในการสนับสนุน และส่งเสริมกิจการสถานศึกษาตามขอบข่าย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#6666cc;"&gt;๖. ทุกหน่วยงานในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีบุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญอย่างพอเพียง มีโครงสร้างที่เหมาะสม มีการบริหารจัดการที่ดี มีประสิทธิภาพ บนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาลและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. บุคลากรตามโครงสร้างของหน่วยงานมีส่วนร่วมกำหนดเป้าหมายและกิจกรรมการทำงานในแผนปฏิบัติการประจำปีและสามารถดำเนินงานให้บรรลุตามเป้าหมายที่ระบุไว้ได้ โดยได้มีการรายงานผลการใช้จ่ายงบประมาณและการดำเนินงานต่อสาธารณชน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccccff;"&gt;กลยุทธ์ที่ ๖ เร่งพัฒนาการศึกษาและคุณภาพชีวิตนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff99ff;"&gt;เป้าหมายความสำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;๑. นักเรียนมีอัตราการเข้าเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและปฐมวัยเพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. สนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาระดับอนุบาล ๓ ขวบ ตามความต้องการของชุมชน&lt;br /&gt;๒. สนับสนุนให้นักเรียนในวัยเรียนได้เข้าเรียนในสถานศึกษาที่สอนสายสามัญจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน&lt;br /&gt;๓. สนับสนุนนักเรียนที่เรียนดี ความประพฤติดีได้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในสถานศึกษามีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ&lt;br /&gt;๔. สนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนดี ประพฤติดี และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไม่สงบ&lt;br /&gt;๕. เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน โดยสนับสนุน ให้สถานศึกษาพัฒนา และใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมและความต้องการ ของชุมชน&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;๒. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ มีร้อยละของการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. เร่งพัฒนาคุณภาพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาให้มีความพร้อมที่จะเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา&lt;br /&gt;๒. พัฒนาคุณภาพทางวิชาการแก่ครูผู้สอนในระดับมัธยมศึกษาทุกกลุ่มสาระ&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc9933;"&gt;๓. ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาและมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ccffff;"&gt;มาตรการ&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๑. เสริมสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา&lt;br /&gt;๒. สนับสนุนสวัสดิการและสวัสดิภาพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#339999;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-6993862201522518706?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/6993862201522518706/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=6993862201522518706' title='1 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/6993862201522518706'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/6993862201522518706'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/11/2552.html' title='นโยบาย สพฐ.ปีงบประมาณ 2552'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-8510633877569451971</id><published>2008-11-07T22:12:00.000-08:00</published><updated>2008-11-07T22:26:55.627-08:00</updated><title type='text'>กางนโยบายการศึกษา รัฐมนตรี ศรีเมือง  เจริญศิริ</title><content type='html'>&lt;span style="color:#6666cc;"&gt;&lt;span style="color:#9999ff;"&gt;นโยบายสังคมและคุณภาพชีวิต&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;๓.๑ นโยบายการศึกษา&lt;br /&gt;๓.๑.๑ &lt;span style="color:#ccccff;"&gt;ลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ&lt;/span&gt;ครอบคลุมการพัฒนาครู&lt;br /&gt;หลักสูตร สื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อผลสัมฤทธิ์ด้านคุณภาพและความรู้ของนักเรียนตามแผนการเรียนการสอนอย่างสัมพันธ์กับทรัพยากรและปัจจัยแวดล้อมต่างๆ อันจะนำไปสู่การสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน และการเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาในภูมิภาค&lt;br /&gt;๓.๑.๒ &lt;span style="color:#ccccff;"&gt;จัดให้คนไทยทุกคนมีโอกาสรับการศึกษาไม่น้อยกว่า๑๒ ปีโดยไม่เสีย&lt;br /&gt;ค่าใช้จ่าย&lt;/span&gt; โดยเฉพาะผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ ผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก รวมทั้งบุคคลออทิสติก เด็กสมาธิสั้น และผู้ด้อยโอกาสอื่นๆ ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และเพิ่มโอกาสในการศึกษาต่อผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาและเชื่อมโยงกับนโยบายการผลิตบัณฑิตเพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถของประเทศ รวมทั้งต่อยอดให้ทุนการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ&lt;br /&gt;๓.๑.๓ &lt;span style="color:#ccccff;"&gt;ปรับระบบการผลิตและพัฒนาครูให้มีคุณภาพและคุณธรรม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม พัฒนาหลักสูตรสื่อการเรียนการสอนให้ทันสมัยและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก ควบคู่กับการส่งเสริมการเรียนภาษาไทยและประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างจิตสำนึกในความเป็นไทยพร้อมทั้งขยายบทบาทของระบบการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ผ่านองค์กรต่าง ๆ เช่น สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ ระบบห้องสมุดสมัยใหม่ หรืออุทยานการเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ ศูนย์พัฒนาด้านกีฬา ดนตรี ศิลปะ&lt;br /&gt;ศูนย์บำบัดและพัฒนาศักยภาพของบุคคลออทิสติก เด็กสมาธิสั้น และผู้ด้อยโอกาสอื่น ๆ&lt;br /&gt;๓.๑.๔ &lt;span style="color:#ccccff;"&gt;ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;อย่างจริงจัง ส่งเสริมการใช้สื่อการเรียนรู้ทางไกล จัดให้มีการเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงอย่างกว้างขวาง จัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประกอบแผนการเรียนการสอนของครูให้โรงเรียนอย่างทั่วถึง ตลอดจนพัฒนาทักษะด้านภาษาต่างประเทศ&lt;br /&gt;๓.๑.๕ &lt;span style="color:#ccccff;"&gt;พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสถาบันอุดมศึกษาให้มีความเป็นเลิศด้านการ&lt;br /&gt;ศึกษาวิจัยและสร้างสรรค์นวัตกรรม&lt;/span&gt; การให้บริการวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง และการผลิตและพัฒนากำลังคน ให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคการผลิตและบริการ พร้อมทั้งเร่งผลิตกำลังคนระดับอาชีวศึกษาให้มีคุณภาพและมีเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนเพื่อสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านต่าง ๆ เช่น ปิโตรเคมีซอฟต์แวร์ อาหาร สิ่งทอ บริการสุขภาพ การท่องเที่ยว และการบริหารจัดการขนส่งสินค้าและบริการ เป็นต้น ตลอดจนจัดให้มีการรับรองสมรรถนะของบุคคลในการประกอบอาชีพและสานต่อการขยายบทบาทศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน&lt;br /&gt;๓.๑.๖ &lt;span style="color:#ccccff;"&gt;ส่งเสริมสนับสนุนการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาไปยังเขตพื้นที่&lt;br /&gt;การศึกษาและสถานศึกษา&lt;/span&gt; รวมทั้งการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการจัดการศึกษาอย่างกว้างขวาง ด้วยมาตรการที่เป็นรูปธรรม ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้พร้อมรับการถ่ายโอนการจัดการศึกษา ตลอดจนการปรับระเบียบวิธีเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถสนับสนุนการจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพมาตรฐาน&lt;br /&gt;๓.๑.๗ &lt;span style="color:#ccccff;"&gt;ส่งเสริมกลไกการบริหารจัดการศึกษาทั้งระบบ&lt;/span&gt;โดยครอบคลุมระบบการ&lt;br /&gt;วางแผน การบริหารจัดการ การกำกับดูแล และการติดตามประเมินผล เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ มาใช้ในการปรับกลยุทธ์ของการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่อง&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-8510633877569451971?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/8510633877569451971/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=8510633877569451971' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/8510633877569451971'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/8510633877569451971'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/11/blog-post_07.html' title='กางนโยบายการศึกษา รัฐมนตรี ศรีเมือง  เจริญศิริ'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-1391096497409512273</id><published>2008-11-07T22:04:00.001-08:00</published><updated>2008-11-07T22:10:45.087-08:00</updated><title type='text'>นโยบายรัฐมนตรีฯศรีเมือง ฯและเลขา กพฐ.มอบให้ผอ.เขตฯที่อุดรธานี</title><content type='html'>&lt;span style="color:#66cccc;"&gt;&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;นายศรีเมือง เจริญศิริ &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#999900;"&gt;รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.)&lt;br /&gt;กล่าวในการประชุมสัมมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ณ โรงแรมเจริญศรีแกรนด์ จ.อุดรธานีว่า ขอฝากให้ ผอ.สพท.ช่วยผลักดัน งานการศึกษาที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 และนโยบายการศึกษา 7 ด้านของรัฐบาล รวมทั้งติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาด้วย ส่วนเรื่องการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือ เออร์ลี่รีไทร์ ซึ่งทราบว่าบางโรงเรียนมีครูเออร์ลี่ฯ กันมากจนส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนอย่างมาก ก็ขอให้สพท.ติดตามช่วยเหลือและรีบบรรจุครูทดแทนให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลนครูด้วยโดยเฉพาะในโรงเรียนที่ห่างไกล นอกจากนี้อยากให้ดูแลการรับนักเรียนให้เรียบร้อย ไม่ให้มีเรื่องการฝากเด็ก การเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ เพราะการรับนักเรียนต้องทำด้วยความโปร่งใส&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#66cccc;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#66cccc;"&gt;&lt;span style="color:#ffcc99;"&gt;คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#996633;"&gt;เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)&lt;br /&gt;กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการเน้นให้ ผอ.สพท.ทั่วประเทศดูแลเป็นพิเศษ คือ เรื่องการประเมินภายนอกของสถานศึกษา ที่แต่ละเขตพื้นที่จะต้องดูแลไม่ให้มีโรงเรียนอยู่ในเกณฑ์ปรับปรุงเป็นจำนวนมากอีก และต้องลงไปช่วยพัฒนาโรงเรียนที่อยู่ในเกณฑ์พอใช้ให้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น รวมถึงต้องเน้นย้ำให้โรงเรียนนำผลการวัดประเมินระดับชาติ (เอ็นที) ผลประเมินของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด เพื่อลดจำนวนเด็กที่เรียนอ่อนและเพิ่มจำนวนเด็กที่เรียนเก่งให้มากขึ้น นอกจากนี้ขอให้เน้นย้ำเรื่องระบบการดูแลนักเรียน โดยให้โรงเรียนให้ความรู้แก่ผู้ปกครองในเรื่องปัญหาเด็กติดเกม เพศศึกษา ให้มากขึ้นด้วย “สำหรับการประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษานั้น ถึงแม้ สพฐ.อยากให้ครูได้รับกันทุกคน แต่การจะได้รับวิทยฐานะก็ควรเกิดจากการทำงานที่แท้จริง ซึ่งจากการประชุมอ.ก.ค.ศ.วิสามัญเฉพาะกิจเพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์ให้มีและเลื่อนวิทยฐานะ เมื่อเร็ว ๆ นี้ สพฐ.ได้เสนอข้อมูลและตั้งข้อสังเกตไปว่า การประเมินวิทยฐานะที่ผ่านมา มีครูที่ดีและเก่ง ๆ จำนวนมากไม่ผ่านการประเมิน เพราะเขียนผลงานวิชาการไม่ดี สพฐ.เห็นว่า ควรต้องมีกระบวนการดูแลช่วยเหลือครูกลุ่มนี้ ส่วนกรณีที่ผลงานวิชาการไม่ชัดเจนก็น่าจะมีการอบรมแบบเข้มเพื่อช่วยเหลือด้วย” เลขาธิการกพฐ. กล่าวและว่า นอกจากนี้ขอให้ ผอ.สพท.ได้ไปศึกษานโยบายของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา เพื่อนำไปปรับใช้ด้วย เนื่องจากมีนโยบายด้านการศึกษาที่น่าสนใจ. &lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-1391096497409512273?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/1391096497409512273/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=1391096497409512273' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/1391096497409512273'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/1391096497409512273'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/11/blog-post.html' title='นโยบายรัฐมนตรีฯศรีเมือง ฯและเลขา กพฐ.มอบให้ผอ.เขตฯที่อุดรธานี'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-8878579934315175484</id><published>2008-11-03T05:53:00.000-08:00</published><updated>2008-11-03T06:02:11.282-08:00</updated><title type='text'>แนวข้อสอบ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2539</title><content type='html'>&lt;span style="color:#339999;"&gt;1.วิธีการชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดจากการละเมิดของเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539ข้อใดถูกต้อง&lt;br /&gt;ก ชดใช้เป็นเงิน&lt;br /&gt;ข ซ่อมแซมทรัพย์สินที่เสียหายให้คงสภาพเดิม&lt;br /&gt;ค ชดใช้เป็นทรัพย์สินที่มีคุณภาพ สภาพและปริมาณอย่างเดียวกับที่เสียหาย&lt;br /&gt;ง ทุกข้อ&lt;br /&gt;2.คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิดที่หัวหน้าส่วนราชการแต่งตั้งมีกี่คน&lt;br /&gt;ก ไม่น้อยกว่า 5 คน&lt;br /&gt;ข ไม่เกินกว่า 5 คน&lt;br /&gt;ค ไม่น้อยกว่า 7 คน&lt;br /&gt;ง ไม่เกินกว่า 7 คน&lt;br /&gt;3.การฟ้องของบุคคลภายนอกที่ได้รับการละเมิดจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่และเจ้าหน้าที่รัฐคนนั้นไม่ได้สังกัดหน่วยงานใด บุคคลภายนอกจะฟ้องหน่วยงานใด&lt;br /&gt;ก ฟ้องเจ้าหน้าที่คนนั้น&lt;br /&gt;ข ฟ้องหน่วยงานรัฐ&lt;br /&gt;ค ฟ้องนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;ง ฟ้องกระทรวงการคลัง&lt;br /&gt;4.การฟ้องร้องกรณีที่เกิดละเมิดขึ้นแก่เอกชน โดยเจ้าหน้าที่รัฐได้ปฏิบัติไปตามหน้าที่ ผู้เสียหายจะฟ้องร้องต่อใครได้เพื่อให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน&lt;br /&gt;ก ฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ&lt;br /&gt;ข ฟ้องหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่สังกัด&lt;br /&gt;ค ฟ้องกระทรวงการคลังเท่านั้น&lt;br /&gt;ง ไม่สามารถฟ้องร้องได้&lt;br /&gt;5.กรณีที่เกิดละเมิดขึ้นแก่หน่วยงานของรัฐ โดยเจ้าหน้าที่รัฐกระทำต่อเอกชนโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้ใดเป็นผู้รับผิดชอบค่าสินไหมทดแทน&lt;br /&gt;ก เจ้าหน้าที่รัฐ&lt;br /&gt;ข หน่วยงานของรัฐ&lt;br /&gt;ค กระทรวงการคลัง&lt;br /&gt;ง เจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐในฐานะเจ้าหนี้ร่วม&lt;br /&gt;6.ผู้ใดเป็นผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง หากโรงเรียนเกิดไฟไหม้&lt;br /&gt;ก ผอ.โรงเรียน&lt;br /&gt;ข ผอ.เขตฯ&lt;br /&gt;ค เลขาฯสพฐ.&lt;br /&gt;ง บุคคลตามมาตรา 53 ของพรบ.ครู&lt;br /&gt;7.จุดประสงค์หลักของพระราชบัญญัติความผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ข้อใดเป็นจริงที่สุด&lt;br /&gt;ก ต้องการคุ้มครองหน่วยงานรัฐ&lt;br /&gt;ข ต้องการคุ้มครองหน่วยงานเอกชน&lt;br /&gt;ค ต้องการคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริตรอบคอบ&lt;br /&gt;ง ต้องการคุ้มครองหน่วยงานของรัฐที่ได้รับผลกระทบจากการฟ้องร้องของเอกชน&lt;br /&gt;8.ผู้เสียหายสามารถยื่นฟ้องร้องเมื่อถูกละเมิด กรณีที่มิได้เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ต่อหน่วยงานใด&lt;br /&gt;ก หน่วยงานรัฐ&lt;br /&gt;ข ศาลยุติธรรม&lt;br /&gt;ค กระทรวงการคลัง&lt;br /&gt;ง ศาลปกครอง&lt;br /&gt;9.ถ้าผู้เสียหายได้ยื่นคำขอให้หน่วยงานรัฐพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หน่วยงานรัฐต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน&lt;br /&gt;ก 60&lt;br /&gt;ข 90&lt;br /&gt;ค 120&lt;br /&gt;ง 180&lt;br /&gt;10.หากหน่วยงานของรัฐได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย โดยเจ้าหน้าที่รัฐผู้รับผิดชอบค่าสินไหม สิทธิของหน่วยงานรัฐที่จะเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบค่าสินไหมทดแทนมีอายุความกี่ปี&lt;br /&gt;ก ภายในครึ่งปี&lt;br /&gt;ข ภายใน 1 ปี&lt;br /&gt;ค ภายใน 2 ปี&lt;br /&gt;ง ภายใน 5 ปี&lt;br /&gt;---------------------------------------------&lt;br /&gt;1-ง 2-ข 3- ง 4-ข 5-ก 6-ก 7-ค 8-ข 9-ง 10-ข&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6203823410725606710-8878579934315175484?l=sub-admin1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://sub-admin1.blogspot.com/feeds/8878579934315175484/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=6203823410725606710&amp;postID=8878579934315175484' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/8878579934315175484'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6203823410725606710/posts/default/8878579934315175484'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://sub-admin1.blogspot.com/2008/11/2539_03.html' title='แนวข้อสอบ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2539'/><author><name>ชมรมผู้บริหารมัธยมพลัดถิ่นสระบุรี</name><uri>http://www.blogger.com/profile/15525528908019300328</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6203823410725606710.post-581880747903873407</id><published>2008-11-01T20:21:00.000-07:00</published><updated>2008-11-01T20:24:06.612-07:00</updated><title type='text'>แนวข้อสอบ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540</title><content type='html'>&lt;span style="color:#ffcccc;"&gt;1.ข้อมูลข่าวสารในข้อใดที่ไม่ต้องเปิดเผย&lt;br /&gt;ก ข้อมูลข่าวสารของราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์&lt;br /&gt;ข ข้อมูลข่าวสารที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ&lt;br /&gt;ค ข้อมูลข่าวสารที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง&lt;br /&gt;ง ทุกข้อที่กล่าวมา&lt;br /&gt;2.ข้อมูลข่าวสารของราชการในข้อใดที่เจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้&lt;br /&gt;ก การเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง&lt;br /&gt;ข รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร&lt;br /&gt;ค การเปิดเผยจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้&lt;br /&gt;ง ทุกข้อที่กล่าวมา&lt;br /&gt;3.ข้อมูลข่าวสารที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มีอายุการเก็บรักษากี่ปี&lt;br /&gt;ก 20&lt;br /&gt;ข 25&lt;br /&gt;ค 35&lt;br /&gt;ง 75&lt;br /&gt;4.กรณีประชาชนไม่ได้รับความสะดวกในการเข้าดูข้อมูลข่าวสารของราชการโดยไม่มีเหตุอันสมควร จะร้องเรียนต่อหน่วยงานใด&lt;br /&gt;ก ผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานตนเอง&lt;br /&gt;ข ผู้ว่าราชการจังหวัด&lt;br /&gt;ค คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ&lt;br /&gt;ง คณะกรรมการวินัจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร&lt;br /&gt;5.ข้อมูลข่าวสารที่สามารถให้ประชาชนเข้าดูแต่ถ้าต้องห้ามมิให้เปิดเผยได้ ต้องดำเนินการในข้อใดจึงจะถูกต้อง&lt;br /&gt;ก เปิดเผยเฉพาะส่วนนั้น&lt;br /&gt;ข ใช้การตัดต่อหรือขีดฆ่าข้อความที่ไม่ให้เปิดเผย&lt;br /&gt;ค เจ้าหน้าที่บอกเฉพาะบุคคลที่เข้าไปดูข่าวสารเท่านั้น&lt;br /&gt;ง ลบ ตัดทอน ทำอย่างอื่นที่ไม่เป็นการเปิดเผย&lt;br /&gt;6.ข้อมูลข่าวสารในข้อใดที่บุคคลย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดู หรือขอสำเนาได้&lt;br /&gt;ก มติคณะรัฐมนตรี&lt;br /&gt;ข โครงการงบประมาณรายจ่ายประจำปี&lt;br /&gt;ค คู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ&lt;br /&gt;ง ทุกข้อ&lt;br /&gt;7.ถ้ามีประชาชนเข้ามาขอดูข้อมูลข่าวสารในหน่วยงานของท่าน แต่ท่านไม่มีข้อมูลนั้น ท่านจะดำเนินการอย่างไรจึงจะถูกต้อง&lt;br /&gt
